ทว่านั่นเป็นเรื่องการเมือง ในฐานะสองผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งราชสำนักต้าจง ยามอยู่กันตามลำพัง ทั้งสองยังคงแสดงท่าทีปรองดองต่อกัน
เมื่อเห็นหลินเฟิงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ก็อดร้อนใจมิได้
เจ้าเป็นเพียงฝู่ถ่งหลิ่ง ผู้บังคับบัญชาสูงสุดอยู่ตรงหน้าแล้ว อย่างไรก็ควรแสดงความเคารพสักหน่อยกระมัง?
ยังหนุ่มแน่นนัก ทำสิ่งใดวู่วาม ไม่รู้จักอดกลั้น
“หลินเฟิง ท่านนี้คือถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงแห่งต้าจง อาจารย์ขององค์รัชทายาท ไท่ซือว่านเฉวียน”
อ๋องรุ่ยจำต้องเอ่ยเตือน
หลินเฟิงจึงเงยหน้ามองไท่ซือว่าน
เขายิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย “ไท่ซือว่านหายดีแล้วหรือ?”
แขกเหรื่อทั่วทั้งโถงจึงได้รู้ว่า ชายหนุ่มตรงหน้าคือหลินเฟิง ฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงผู้เลื่องชื่อไปทั่วต้าจง
ทว่า ชายหนุ่มผู้นี้หยิ่งผยองเกินไปแล้วกระมัง
ไม่ต้องพูดถึงฐานะของไท่ซือว่านที่อยู่ตรงนี้ ต่อให้เป็นผู้อาวุโสผมเคราขาว หลินเฟิงก็ควรลุกขึ้นคารวะ
แต่หลินเฟิงยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย มือถือถ้วยชา ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
โถงใหญ่ซึ่งเคยจอแจ บัดนี้เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มตก ทุกคนกลั้นหายใจ รอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เจียวซานเฉียงซึ่งติดตามไท่ซือว่านมาด้วย พลันมีสีหน้าโกรธเกรี้ยว ตวาดเสียงดัง
“หลินเฟิง อย่าเสียมารยาท! ไท่ซือเป็นถึงถ่งหลิ่งแห่งทหารองครักษ์หลวง เจ้ายังกล้าดูหมิ่นอีกหรือ!”
หลินเฟิงหันไปมองเจียวซานเฉียง
“เจียวซานเฉียง ข้ากำลังรอให้เจ้าโผล่หัวมาอยู่พอดี ไฉนไม่หลบแล้วเล่า?”
ถ้อยคำของเขาทำให้ทั้งโถงฮือฮาขึ้นมา ในสถานที่เช่นนี้ หลินเฟิงกลับสบถออกมาอย่างไม่เกรงใจ
