ยังมีบากุริว ทัน แห่งสำนักเท็นริชินที่กำลังเสาะหาตัวเขาอยู่ใกล้ ๆ
หากทั้งสามฝ่ายบังเอิญพบเขาเข้า เรื่องราวคงยากจะควบคุม
ด้วยฝีมือในยามนี้ เกรงว่าเขายังรับมือการโจมตีของชูฉินไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสึรุตะ เก็นที่เมื่อตามหาบุตรสาวไม่พบแล้ว คงคลุ้มคลั่งออกตามหาเขาเป็นแน่
หากถูกพบเห็นเข้า ย่อมมีแต่ต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง
ขณะที่หลินเฟิงกำลังครุ่นคิด หลิวเอ้อร์หู่ก็เดินเข้ามาหา
“เฮ้ย จับปลาตัวเดียวตั้งนาน พี่ใหญ่ยังรอกินอยู่ รีบหน่อยสิ”
“เสร็จแล้ว ๆ ประเดี๋ยวก็ย่างแล้ว”
หลินเฟิงตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว จึงลุกขึ้นยกปลาตัวใหญ่ เดินไปยังกองไฟ
ซ่งเฉินนั่งอยู่ข้างกองไฟ มองหลินเฟิงง่วนอยู่กับการย่างปลา
“น้องมู่ชวนมีความสามารถถึงเพียงนี้ ต่อไปคิดจะทำสิ่งใดหรือ?”
หลินเฟิงพลิกตะแกรงย่าง พลางยิ้มน้อย ๆ
“กลับเจิ้นซีไปเปิดร้านยา หรือไม่ก็เปิดโรงสุราอีกสักแห่ง คาดว่ากิจการคงรุ่งเรืองไม่น้อย”
สวี่ชีเอ่ยชม “น้องมู่ชวนพูดถูกแล้ว ด้วยฝีมือเช่นนี้ ย่อมหาเงินได้จนมีทรัพย์สินติดตัวมากมายเป็นแน่...”
พวกเขาปฏิบัติต่อหลินเฟิงอย่างสุภาพ มิใช่เพียงเพราะฝีมือช่วยชีวิตคนอันยอดเยี่ยมของเขา แต่ยังเป็นเพราะในยุคโกลาหลเช่นนี้ คนผู้หนึ่งกล้าเดินทางไปทั่วเพียงลำพัง ย่อมแสดงว่าความสามารถของเขามิได้มีเพียงเท่านี้
ทั้งสามกำลังสนทนากัน ก็ได้ยินเสียงใสไพเราะเอ่ยถามขึ้น
“ท่านหมอมู่ชวนเป็นหมอหรือ?”
ทุกคนเงยหน้าขึ้น เห็นสตรีที่สวี่ชีชิงตัวมายืนอยู่ไม่ไกล กำลังมองหลินเฟิงด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
สตรีผู้นี้มีนามว่าต้วนจิ่งชิว นางกินเสบียงแห้งที่เหล่าว่านมอบให้จนมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง จึงลุกเดินมาที่หน้ากองไฟ
