เว่ยหมิงกับตั่งกุ้ยหงได้ยินคำสั่งก็ไม่ลังเล รีบออกคำสั่งให้ทหารองครักษ์หลวง 25,000 นายหยุดเคลื่อนพลอยู่กับที่ แล้วเริ่มเร่งสร้างแนวป้องกัน
ทั้งสองไปยืนบนที่สูงแห่งหนึ่ง มองเห็นกองทัพกบฏปรากฏขึ้นในระยะไกล
“รู้แต่แรกแล้วว่าต้องมีศึกนี้ บางทีพวกเราสองสหายเฒ่าวันนี้คงต้องพลีชีพเพื่อราชสำนักต้าจง ณ ที่แห่งนี้”
เว่ยหมิงมองศึกครั้งนี้ในแง่ร้ายอย่างยิ่ง
ตั่งกุ้ยหงเป็นทหารเก่าผ่านศึกมาแล้ว ย่อมเข้าใจเช่นกันว่าศึกครั้งนี้ไม่สู้ดีนัก
“ลากรถเสบียงทั้งหมดมาขวางไว้ด้านหน้า ต้านให้ถึงที่สุด สู้จนตัวตาย!”
เมื่อเห็นว่ารถและกำลังพลด้านหลังลับหายไปหมดแล้ว
เว่ยหมิงก็ถอนหายใจเบา ๆ “ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้ร่วมรบกับแม่ทัพใหญ่หลินอีกแล้ว แค่คิดถึงก็ชวนให้ฮึกเหิม”
ตั่งกุ้ยหงหัวเราะ “ไม่คิดเลยว่าแม่ทัพเว่ยจะคิดเหมือนข้า ความรู้สึกช่างปลอดโปร่งเพียงใด ข้าเฒ่าตั่งไม่เคยได้รบศึกที่ได้เปรียบเช่นนั้นมาก่อน”
เว่ยหมิงส่ายหน้า “ครั้งหนึ่งได้เปรียบ สองครั้งก็ยังได้เปรียบ หากเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ย่อมไม่ใช่เรื่องโชค แต่เป็นเพราะวางแผนอย่างรอบคอบ คำนึงถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในสนามรบไว้หมดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ศึกใดจะไม่เป็นฝ่ายได้เปรียบเล่า”
“เฮ้อ ช่างเป็นยอดคนจริง ๆ หลินเฟิงคือตำนานแห่งสนามรบ ข้าเฒ่าตั่งไม่เคยเลื่อมใสผู้ใดถึงเพียงนี้มาก่อน”
“เรียนแบบเขาไม่ได้หรอก พวกเรายังห่างชั้นเกินไป”
จู่ ๆ สีหน้าตั่งกุ้ยหงก็เคร่งขรึมขึ้น เอ่ยกับเว่ยหมิงอย่างจริงจัง
“พี่เว่ย ข้าขอพูดจากใจ หากพวกเรายังมีชีวิตรอด...”
