ไม่รู้ว่าวิ่งหนีกันมากี่วัน ขณะที่ทุกคนกำลังจะหมดแรงล้มลง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงผู้คนที่อยู่ข้างหน้าเริ่มโห่ร้องยินดี
พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างเลื่อนลอย ผ่านช่องว่างระหว่างฝูงชน ราวกับเห็นแม่น้ำสายกว้างอยู่เบื้องหน้า
“นี่คือ...”
มีคนตะโกนเสียงดังว่า “แม่น้ำจิ้น นี่คือแม่น้ำจิ้น อีกฝั่งคือเมืองข่าน พวกเรามาถึงแล้ว รอดชีวิตมาถึงแล้ว”
ผู้คนมากมายเริ่มส่งเสียงร้องด้วยความยินดี
พวกเขายกมือขึ้นปาดเหงื่อ ต่างแสดงความยินดีต่อกันที่ยังมีชีวิตอยู่
คนส่วนใหญ่ทรุดนั่งลงกับพื้น บางคนถึงกับล้มตัวนอน หอบหายใจเฮือกใหญ่ พลางแหงนมองท้องฟ้าสีคราม ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอย่างไม่อาจห้าม
ผู้ที่ยังมีเรี่ยวแรงบางคนยืนอยู่ริมแม่น้ำ ทอดสายตามองฝั่งตรงข้าม ท่ามกลางภาพเลือนรางนั้น ปรากฏเงาร่างใหญ่โตของเมืองข่าน
ที่นั่นคือสถานที่ซึ่งพวกเขาจะมีชีวิตรอด ขอเพียงเข้าไปในเมืองข่านได้ ก็เท่ากับรักษาชีวิตของตนไว้ได้แล้ว
ไม่ว่าจะในหมู่ทหารองครักษ์หลวงหรือในหมู่ครอบครัวเหล่านี้ กองทัพเจิ้นซีก็เป็นกำลังที่แข็งแกร่งยิ่ง อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งอันทำให้ผู้คนอุ่นใจ
ทว่าไม่มีผู้ใดคิดเลยว่า คนมากมายถึงสองสามหมื่นคนเช่นนี้จะข้ามแม่น้ำอันกว้างใหญ่ไปได้อย่างไร
แม่ทัพผู้รับหน้าที่นำทางและคุ้มกัน คือแม่ทัพรองคนหนึ่งใต้บัญชาของเว่ยหมิงแห่งทหารองครักษ์หลวง มีนามว่าเซี่ยหู่ไค
เขาสั่งให้ทหารแบ่งเป็นสองกลุ่ม ออกค้นหาเรือประมงไปตามริมแม่น้ำ
ต้องข้ามแม่น้ำไปก่อน เพื่อแจ้งสถานการณ์แก่ทหารรักษาการณ์เมืองข่าน จะได้ขอความคุ้มครองจากกองทัพเจิ้นซี
การลำเลียงคนทั้งหมดไปยังอีกฝั่งเป็นงานใหญ่หลวง
