หลินเฟิงยิ้มกล่าวว่า “ดูท่าเจ้าก็เคยอ่านตำราของต้าจงเรา เช่นนั้นก็น่าจะรู้ว่า ที่นี่มีไว้ให้พวกผู้รุกรานอย่างพวกเจ้ามาชดใช้ความผิด มิได้มีเจตนาดูหมิ่นแต่อย่างใด”
ว่านเหยียนน่าเหอยืนน้ำตานองหน้า น้ำมูกน้ำตาไหลพรากด้วยความตื่นเต้น
ทุกวันเขาถูกไล่ให้ขนหิน อัดดินทำฐานราก ออกแรงงานหนัก ทั้งยังกินไม่อิ่ม
หากทำงานไม่เสร็จก็ต้องถูกลงโทษให้ทำงานเพิ่ม เพียงเชื่องช้าสักนิดก็ถูกเฆี่ยน
ฐานะเชื้อพระวงศ์ของตนที่นี่กลับไม่ต่างจากเชลยเผ่าเที่ยเจินคนอื่น
ในฐานะสมาชิกราชวงศ์เที่ยเจิน เขาไม่เคยต้องทนทุกข์เช่นนี้มาก่อน ช่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น
“หลินเฟิง ข้าขอเขียนจดหมายกลับไป ให้ทางบ้านนำเงินก้อนโตมาไถ่ตัว”
เขาเคยได้ยินเชลยคนอื่นพูดถึงตัวอย่างเชลยศึกที่ถูกไถ่ตัวกลับไปด้วยเงินก้อนโต
หลินเฟิงพยักหน้า “ย่อมได้ หากผู้ใดจ่ายเงินก้อนโตได้ ผู้นั้นก็เป็นอิสระ”
ว่านเหยียนน่าเหอกัดฟันถาม “ต้องใช้เงินเท่าไร?”
“เจ้าหรือ...”
หลินเฟิงกวาดตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เป็นราชวงศ์เที่ยเจิน คงมีค่าไม่น้อย อืม...ห้าหมื่นตำลึงเป็นอย่างไร?”
“ลดลงอีกหน่อยได้หรือไม่?”
“หากยังต่อรองอีก ข้าจะเรียกหกหมื่นตำลึง”
“ตกลง ห้าหมื่นตำลึงก็ห้าหมื่นตำลึง ข้าจะเขียนจดหมายเดี๋ยวนี้ พวกเราเป็นคนรักษาคำพูด”
“วางใจเถิด มีเงินให้หา ข้าย่อมยินดี”
หากแลกญาติของราชวงศ์เที่ยเจินเช่นนี้เป็นเงินได้ หลินเฟิงย่อมเต็มใจ
ต่อให้ไถ่ตัวเขากลับไป คนเช่นนี้ก็หาได้มีประโยชน์อันใดไม่
ว่านเหยียนน่าเหอตื่นเต้นจนมือที่ถือพู่กันสั่นระริก ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังเขียนไม่ออกสักตัว
เมื่อราชวงศ์เที่ยเจินได้รับข่าวความพ่ายแพ้ของว่านเหยียนน่าเหอ จักรพรรดิว่านเหยียนอู้เฟิงก็ทรงกริ้วอย่างยิ่ง
