อู๋เซิ่งกับจางเอินอี้สนิทสนมกันอย่างยิ่ง ครั้นเห็นอีกฝ่ายเร่งรุดมาช่วยชีวิต ในใจก็ซาบซึ้ง น้ำตาเอ่อคลอเบ้า
ตนเองทะนงตนเกินไปจริง ๆ นึกไม่ถึงเลยว่า หลินเฟิง แม่ทัพกองทัพชิงสุ่ย จะเป็นชายหนุ่มผู้มีสีหน้าอ่อนโยน
ยิ่งมีหญิงสาวโฉมงามอยู่ตรงหน้าอีกคน
จึงทำให้ตนขาดความระแวดระวังดังที่ควรจะมี ถึงกับก่อความผิดพลาดใหญ่หลวงเช่นนี้
อู๋เซิ่งนึกเสียใจนัก เหตุใดจึงไม่คิดให้รอบคอบ กองทัพชิงสุ่ยถึงกับขับไล่คนเถื่อนได้ แล้วจะมาเห็นตนอยู่ในสายตาได้อย่างไร
พวกชาวประมงที่ก่อเรื่องเหล่านี้ก็เช่นกัน ช่างไม่รู้จักที่ตายเสียจริง คิดเอามดไปกัดช้างกระนั้นหรือ
เลอะเลือน ช่างเลอะเลือนยิ่งนัก!
อู๋เซิ่งตำหนิตนเองอยู่ในใจ แต่กลับสะอื้นจนเอ่ยอะไรไม่ออก
เขาจ้องจางเอินอี้ที่อยู่ตรงหน้า น้ำตาไหลอาบแก้ม
จางเอินอี้เหลือบมองอู๋เซิ่งที่ถูกมัดแน่นราวกับบ๊ะจ่าง พลันคลี่ยิ้มประจบ
เขาไม่สนใจชาวบ้านและทหารประจำเมืองหยินโจวที่อยู่เบื้องหลัง ประสานมือกล่าวว่า
“ท่านคงเป็นท่านแม่ทัพน้อยหลินกระมัง ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านแม่ทัพน้อยหลินมานาน ว่าไร้ผู้ต้านทานในสนามรบ รบครั้งใดก็มีชัย วันนี้ได้พบอีกครั้ง รัศมียิ่งเหนือกว่ากาลก่อนเสียอีก”
ผู้ใดบ้างไม่ชอบฟังคำเยินยอ
หลินเฉี่ยวเม่ยเผยรอยยิ้มบนใบหน้า ประสานมือให้จางเอินอี้
“ที่แท้ก็เป็นฝู่ถ่งจวินจาง ไม่พบกันนาน ยังสบายดีหรือ”
“อา ดี ดี ไม่ทราบว่าจะขอเชิญท่านไปสนทนากันตามลำพังสักครู่ได้หรือไม่”
หลินเฉี่ยวเม่ยพยักหน้า ก่อนตามจางเอินอี้ไปยังอีกด้านหนึ่ง
“ท่านแม่ทัพหลินน้อย กองทัพของท่านเดินทางไกลนับหมื่นลี้มาช่วยเหลือเมืองหยินโจว จางผู้นี้ซาบซึ้งยิ่งนัก เดิมกำลังหารือกับท่านแม่ทัพใหญ่ว่าจะตอบแทนคุณงามความดีของกองทัพท่านที่ช่วยเหลือยามคับขันอย่างไร ใครจะคิดว่าจะเกิดเรื่องไม่สบอารมณ์เช่นนี้ ขอท่านแม่ทัพหลินน้อยโปรดใจกว้าง อย่าได้ถือสา จางผู้นี้ขออภัยมา ณ ที่นี้”
