เสิ่นจงอิงยิ้มอย่างได้ใจ “ไม่รู้ว่าหลินเฟิงอยู่ที่ใด มิสู้พวกเรายกทัพบุกจุดสำคัญโดยตรง จะได้ไม่ต้องตีเมืองทีละแห่งให้เสียเวลาและกำลัง”
ซ่งอี้พยักหน้า หัวหน้ากองทัพผ้าโพกหัวดำผู้นี้ไม่น่าเชื่อถือที่สุด
ไม่แปลกที่คนพวกนี้จะหยิ่งผยองถึงเพียงนี้ ต้นเหตุมาจากชายผู้นี้ทั้งสิ้น
ไม่รู้ว่าพวกเขามีทุนอะไรให้ภาคภูมิใจกันนักหนา?
แม้แต่ฉุยย่งที่ใจลอยไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว ยังมองออกว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มาจากกองทัพ
เกรงว่าคงเป็นพวกจอมยุทธ์พเนจรที่สมาคมผ้าโพกหัวดำรวบรวมเข้ามา
เผิงเหลียง รองแม่ทัพของเสิ่นจงอิง ประสานมือกล่าวขึ้นในยามนี้
“แม่ทัพทุกท่านคงเคยปะทะกับกองทัพชิงสุ่ยมาก่อน ช่วยบอกจุดแข็งจุดอ่อนของกองทัพชิงสุ่ยให้ฟังได้หรือไม่?”
พอได้ยินคำถามนี้ ฉุยย่งกับคนอื่น ๆ ก็รู้สึกเบาใจขึ้นเล็กน้อย
ซ่งอี้เองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในกองทัพผ้าโพกหัวดำก็ใช่ว่าจะมีแต่คนโง่เขลา
ฉุยย่งไม่มีแก่ใจจะสนใจพวกเขา ส่วนเหอจืออู่ก็ไม่เคยปะทะกับหลินเฟิง
มีเพียงซ่งอี้ที่เคยติดต่อกับกองทัพชิงสุ่ยทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่หลายครั้ง
“ใต้เท้าผู้กำกับทัพ แม่ทัพเสิ่น และแม่ทัพทุกท่าน ข้าน้อยเคยปะทะกับกองทัพชิงสุ่ยหลายครั้ง แต่แพ้มากกว่าชนะ”
เขาไม่อาจพูดความจริงจนหมดได้ อีกฝ่ายคุยโวเสียขนาดนั้น แล้วเขาจะพูดตามจริงได้อย่างไร
“กองทัพชิงสุ่ยมีจุดเด่นอยู่สามประการ ประการแรก เคลื่อนทัพได้รวดเร็ว ประการที่สอง หน้าไม้ทรงอานุภาพ ประการที่สาม พุ่งเข้าปะทะได้แข็งแกร่ง”
ซ่งอี้กล่าวอย่างกระชับจบแล้วก็ปิดปาก นิ่งเงียบอยู่กับที่
เผิงเหลียงถามอย่างประหลาดใจ “มีเพียงเท่านี้หรือ?”
“อ้อ ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญยิ่ง อาวุธของพวกเขาคมกริบ ศาสตราทั่วไปต้านไม่อยู่”
