หนึ่งเค่อให้หลัง ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน เบื้องหน้ามีกำลังพลถึงห้าหมื่น เสียงอึกทึกครึกโครมยิ่งนัก
การศึกที่ระดมกำลังพลถึงห้าหมื่นเข้าประจัญบานเช่นนี้ นับเป็นครั้งแรกที่กองทัพชิงสุ่ยได้พบเห็น ไม่ว่าทหารหรือแม่ทัพนายกอง
สามพี่น้องเถาจินวั่งกำลังทั้งตื่นเต้นทั้งกระวนกระวาย พลันได้ยินเสียงถ่ายทอดคำสั่งจากในกองทัพ ซึ่งดังต่อเนื่องมาถึงเบื้องหน้า
“เตรียมธนู ขึ้นสาย...”
“ยิงสองระลอกแล้ว พลม้าทั้งหมดเปิดทางให้รถศึก...”
“ทุกคนเตรียมพร้อม ยิง!”
หัวหน้ากองตะโกนสั่งการต่อเนื่อง
เถาจินวั่งมือสั่นจนแทบฝืนต่อไปไม่ไหว ครั้นคลายมือ ลูกธนูขนปีกก็พุ่งออกไป แหวกอากาศทะยานขึ้นฟ้า
เขาชักลูกธนูขนปีกอีกดอกมาวางบนสายธนู แล้วขึ้นสายยิงออกไปอีกครั้ง
ขณะที่กำลังจะหันไปดูว่าลูกธนูของตนพุ่งไปทางใด เสียงครืนครั่นก็ดังมาจากด้านหลัง รถศึกเคลื่อนออกแล้ว
เถาจินวั่งรีบดึงบังเหียนให้ม้าศึกหลบไปด้านข้าง
เมื่อเซี่ยจ้งออกคำสั่ง รถศึกทั้งยี่สิบคันก็ถูกม้าศึกลากจากยอดเนิน เริ่มเร่งความเร็วพุ่งลงสู่เบื้องล่าง
เสิ่นจงอิงซึ่งอยู่กลางกองทัพกวาดสายตามองไปรอบด้าน
เมื่อเห็นว่ากองทัพชิงสุ่ยมีคนเพียงราวหมื่น เขาก็คลายใจลงมาก
“ตีกลองศึก! พาพวกมันบุกเข้าไป สับพวกมันให้ตาย!”
คนรอบกายขานรับพร้อมเพรียง ต่างตะโกนกึกก้อง ควบม้าเข้าจู่โจม
เสียงกลองศึกปลุกขวัญกำลังใจดังมาจากด้านหลัง ตุ้ม ตุ้ม ตุ้ม ดังก้องดุจอสนีบาต
ห่าธนูโปรยปรายลงมาจากฟ้า ยิงพลม้าล้มลงนับไม่ถ้วน ทว่ามิอาจหยุดยั้งกระแสคลื่นสีดำที่ทะยานไปข้างหน้า
พลม้ากองทัพผ้าโพกหัวดำเกือบสองหมื่นนายตะโกนก้อง เร่งม้าพุ่งตรงเข้าชนกองทัพชิงสุ่ย
เมื่อทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันห้าสิบก้าว กองทัพชิงสุ่ยก็ยิงธนูเป็นระลอกเข้ามาอีกครั้ง
