“โอ้ ท่านหลิ่นแน่ใจหรือ?”
“แน่ใจสิ พวกเราออกเดินทางกันเถิด ก่อนตะวันตกดินก็ไปถึงเมืองคุนได้แล้ว”
อู๋รั่วหลินยิ้มกล่าวว่า “เช่นนั้นย่อมดีนัก ได้ร่วมทางกับท่านหลิ่น ข้าน้อยก็มั่นใจขึ้นมาก หนี้ที่ค้างไว้ทั้งหมดต้องทวงคืนมาให้ได้”
“อย่าพูดมาก ไปกันเถิด”
ทั้งสองต่างพาผู้ใต้บังคับบัญชาหลายสิบคน ขึ้นม้าควบตรงไปยังเมืองคุน
ระยะทางกว่าห้าร้อยลี้ พวกเขาหยุดพักกลางทุ่งนาในยามเที่ยงสองเค่อ จากนั้นก็ควบม้าไม่หยุดพัก จนถึงปลายยามเซินก็มาถึงหน้าเมืองคุน
ทหารได้รับรายงานล่วงหน้าแล้ว ครั้นเห็นม้าศึกหลายสิบตัวมาถึงหน้าประตูเมือง ก็ไม่ซักถามให้มากความ รีบหย่อนสะพานและเปิดประตู ปล่อยให้พวกเขาเข้าเมือง
ทั้งสองสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชารออยู่ด้านนอก ก่อนก้าวข้ามธรณีประตูกองบัญชาการเมืองคุนไปด้วยกัน
ฮู่ปู้ซื่อหลางมีตำแหน่งขั้นสี่ ส่วนหลินเฟิงซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ขั้นสองมีศักดิ์เทียบเท่ากัน ดังนั้นเมื่อหลิ่นชางสือเข้าประตูมา จึงเพียงประสานมือคารวะหลินเฟิง
“ท่านถ่งหลิ่ง ข้าน้อยหลิ่นชางสือมารบกวนแล้ว”
ส่วนอู๋รั่วหลินกลับค้อมกายคำนับอย่างเป็นพิธีการ
“อู๋รั่วหลิน ผู้ว่าการจิงซี คารวะท่านถ่งหลิ่ง”
หลินเฟิงนั่งนิ่ง เพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“นั่งเถิด”
ทั้งสองนั่งลง
หลิ่นชางสือทิ้งก้นลงบนเก้าอี้อย่างไม่เกรงใจ
ส่วนอู๋รั่วหลินนั่งเพียงครึ่งก้น เว้นพื้นที่อีกครึ่งไว้
หลิ่นชางสือไม่พูดจาเกรงอกเกรงใจ ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งจากอกเสื้อ แล้วยื่นไปเบื้องหน้า
“ท่านถ่งหลิ่ง นี่คือหนังสือรับสภาพหนี้ของทหารองครักษ์หลวง ข้าน้อยมาทวงหนี้”
