“แต่ว่าท่านหลิ่น ต่อให้พวกเราถือหนังสือกู้ยืมไปทวงเงิน ก็ต้องเป็นเงินจากฮู่ปู้ของเราอยู่ดีมิใช่หรือ”
หลิ่นชางสือขมวดคิ้วกล่าวว่า “ข้าบอกแล้วว่าใครเป็นผู้ยืม ก็ไปทวงจากผู้นั้น”
“ทหารองครักษ์หลวงเป็นผู้ยืม ก็ไปทวงจากทหารองครักษ์หลวงใช่หรือไม่”
“เรื่องนี้ไม่ต้องถามข้า เจ้าไปดูยอดเงินภาษีว่ามีปัญหาหรือไม่”
อู๋รั่วหลินเห็นท่าทีไร้เหตุผลของเขา ในใจก็พลันขุ่นเคือง
เขาหันไปกวักมือเรียกขุนนางคนหนึ่ง
ขุนนางผู้นั้นรีบหยิบหนังสือกู้ยืมแผ่นหนึ่งวิ่งเข้ามา ยื่นให้อู๋รั่วหลิน
“ท่านหลิ่น ในนี้มีหนังสือกู้ยืมของแม่ทัพกองกลางแห่งทหารองครักษ์หลวง...”
หลิ่นชางสือขัดขึ้น
“เรื่องนี้ไม่ต้องรายงานต่อข้า แค่บอกมาว่ายอดเงินภาษีถูกต้องหรือไม่”
อู๋รั่วหลินจนปัญญา “ยอดเงินถูกต้อง”
“เช่นนั้นก็ดี เมื่อใดจึงจะส่งเงินภาษีไปยังฮู่ปู้ที่นครหลวงได้”
“เรื่องกำหนดวันยังบอกไม่ได้”
“เพราะเหตุใด”
“เพราะเงินทั้งหมดให้ทหารองครักษ์หลวงยืมไปแล้ว ชั่วคราวจึงไม่มีเงินเหลือ”
หลิ่นชางสือแค่นเสียงเย็นชา ก่อนยื่นมือไปล้วงม้วนราชโองการออกจากถุงที่ขุนนางคนหนึ่งพกมา
“นี่คือราชโองการ เคยเห็นแล้วใช่หรือไม่ ต้องการให้ข้าอ่านให้ฟังหรือ”
อู๋รั่วหลินยิ้มประจบกล่าวว่า
“ไม่ต้องอ่านราชโองการหรอก ท่านหลิ่นรอข้าสามวัน แล้วจะมีคำตอบให้แน่นอน”
หลิ่นชางสือขมวดคิ้วจ้องเขา
“ภายในสามวันจะรวบรวมเงินภาษีได้ครบหรือ”
“แน่นอน ข้าจะนำเงินภาษีมามอบให้ท่านหลิ่นครบถ้วน”
หลิ่นชางสือพยักหน้าอย่างคลางแคลง
“ดี เช่นนั้นข้าจะรอเจ้าอีกสามวัน หากรวบรวมเงินภาษีไม่ครบ ก็อย่าหาว่าข้ายื่นฎีกากล่าวโทษเจ้าว่าหลอกลวงเบื้องสูง”
