จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่คิดว่าหลินเฟิงจะกล้าปฏิบัติต่อตนอย่างไร อย่างไรเสียตนก็เป็นคนสนิทของฝ่าบาท ทั้งยังเป็นขุนนางใหญ่แห่งฮู่ปู้
ยามศึกสงคราม ตนเคยสร้างคุณูปการไว้ไม่น้อย ทำให้ทหารองครักษ์หลวงมีเสบียงใช้ ทั้งยังช่วยให้กองทัพของไท่ซือว่านไม่ต้องอดอยาก
เฉิงเหลียงได้รับคำสั่งแล้ว จึงเตรียมเครื่องทรมานไว้ในห้องสอบสวนแต่เนิ่น ๆ
หลิ่นชางสือถูกหิ้วมาตลอดทางจนถึงห้องสอบสวนของเฉิงเหลียง เมื่อเผชิญกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งทั่วห้อง จิตใจก็เริ่มว้าวุ่นขึ้นมา
บัดซบเอ๊ย คงไม่ได้คิดจะลงมือจริง ๆ กระมัง?
เขาอยู่ในนครหลวงมานาน ไม่เคยสัมผัสด้านโหดเหี้ยมชวนสยดสยองเช่นนี้มาก่อน
ฝ่าบาทมีพระอุปนิสัยดี ต่อให้เขาพูดมากไปสักสองสามประโยค ก็ไม่ทรงกริ้วใส่
ใครจะคิดว่าขุนนางผู้ใหญ่แห่งราชสำนักเช่นตน จะถูกจับกุมในเมืองคุน แล้วยังถูกส่งมายังสถานที่สกปรกโหดร้ายเช่นนี้
ยามนี้หลิ่นชางสือราวกับกำลังฝันไป ยังคงไม่เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเรื่องจริง
เสียงดังเพียะดังขึ้น ทำให้หลิ่นชางสือสะดุ้งเฮือก
เขาเงยหน้าขึ้น มองเฉิงเหลียงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาเลื่อนลอย
“เจ้าจะสารภาพเอง หรือจะลองลิ้มรสเครื่องทรมานเหล่านี้ก่อน แล้วค่อยสารภาพ?”
ตรรกะบ้าบออะไรกัน หลิ่นชางสือยิ่งงุนงงกว่าเดิม
เฉิงเหลียงโบกมือ “เอาเถิด ให้เขาลองก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ชายฉกรรจ์อีกสองคนก้าวเข้ามากดหลิ่นชางสือไว้ แล้วหยิบไม้บีบขนาดใหญ่สองท่อนมาสวมเข้าที่ต้นขาของเขา
หลิ่นชางสือจ้องไม้บีบสองท่อนนั้นอย่างหวาดผวา ชั่วขณะหนึ่งถึงกับลืมพูดไป
กระทั่งความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นจากขาทั่วทั้งร่าง เขาจึงได้สติ กรีดร้องลั่นและร้องขอความเมตตา
