ในยุคสมัยนี้ แม้การเป็นทหารจะมีข้าวกิน แต่ก็หาได้มีสารอาหารเพียงพอไม่ เพียงช่วยให้อิ่มท้องเท่านั้น ส่วนเรื่องสารอาหารนั้น ต่อให้เป็นคนมั่งคั่งก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ
ด้วยเหตุนี้ กองทัพที่ออกรบยามค่ำคืนจึงมีอยู่น้อยยิ่ง
เพราะสารอาหารไม่เพียงพอ สายตาของทหารยามค่ำคืนจึงพร่ามัว ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์ยังย่ำแย่ การให้แสงสว่างต้องอาศัยคบเพลิง ซึ่งไม่เพียงมีจำนวนไม่พอ ขอบเขตที่ส่องสว่างก็ยังแคบอีกด้วย
หากมิใช่แม่ทัพเสียสติ ย่อมไม่มีผู้ใดโง่เขลาถึงขั้นไปตีกับผู้อื่นในยามค่ำคืน
ครั้นกองทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน ย่อมโกลาหลวุ่นวาย ยิ่งในความมืดมิดก็ยิ่งแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร มิหนำซ้ำยังเพิ่มความสูญเสีย ทั้งง่ายต่อการเกิดความเข้าใจผิดอีกด้วย
กองโจรสลัดที่เดินทางมาจากเมืองฟู่อันและเมืองหย่งหนิงมาถึงนอกเมืองเฟิงผิงในเวลาไล่เลี่ยกับกองทัพของมิซุกาวะ ไค ห่างจากตัวเมืองราวสามลี้ พวกเขาตั้งค่ายรอไว้ก่อน ตั้งใจว่าพอฟ้าสางวันรุ่งขึ้นจะบุกเข้าโจมตีพร้อมกัน แล้วกำราบข้าศึกให้ได้
กำลังพลสี่ร้อยนายของกองเจิ้นเฟิงเพียงจัดท่าป้องกันไว้บนกำแพงเมืองเท่านั้น โจรสลัดไม่ได้ยกกำลังเข้าจู่โจม
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงต่างอยู่กันอย่างสงบ ต่างก่อไฟหุงหาอาหาร แล้วพักผ่อนข้ามคืน
หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ทุกคนก็เข้านอน
หลังยามจื่อ หลินเฟิงสั่งให้กองกำลังรวมพลอย่างเงียบเชียบ
ยามฝึกซ้อมในวันปกติ พวกเขาถูกย้ำถึงขั้นตอนพื้นฐานของการรบกลางคืนอยู่เสมอ ทหารเหล่านี้จึงจัดแจงข้าวของโดยไร้สุ้มเสียง จูงม้าออกมายังลานฝึกทหารภายในเมือง
หลินเฟิงให้หัวหน้ากองของแต่ละหมู่ตรวจสอบความพร้อมของทหารทุกนาย
กีบทั้งสี่ของม้าศึกถูกพันด้วยผ้าฝ้าย ปากม้าผูกแท่งไม้ไผ่ไว้ ส่วนบนเกราะของทหารแต้มเครื่องหมายด้วยวัสดุเรืองแสง
