เซินเจิ้งเอ่ยเสียงเบาว่า “เป็นดังที่ท่านแม่ทัพหลินกล่าวไว้จริง ๆ โจรผ้าโพกหัวดำเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนใหญ่หลวง ทั้งยังชักจูงผู้คนได้อย่างร้ายกาจ”
จ้าวซั่วพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม
“ต้องกวาดล้างให้หมดสิ้น เพื่อป้องกันมิให้พวกมันฟื้นคืนกำลังขึ้นมาอีก”
“จับกุมเลยหรือ?”
“รออีกหน่อย”
ชาวบ้านรอบข้างเห็นคนที่คุกเข่าขอร้องไม่เป็นอะไร หลายคนจึงพากันคุกเข่าตาม
จากสองคนเป็นสิบกว่าคน แล้วเพิ่มขึ้นเป็นหลายสิบคน
ผู้คนที่คุกเข่าขอร้องมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ
คิ้วของจ้าวซั่วขมวดเข้าหากันแน่น
“บัดซบ เหตุใดจึงมีคนมากมายถึงเพียงนี้!”
เซินเจิ้งถอนใจ “โจรผ้าโพกหัวดำแพร่กระจายเร็วเกินไป ทั้งอาณาเขตก็กว้างขวาง ผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อมีมากเหลือเกิน”
“คงจับกุมทั้งหมดไม่ได้กระมัง?”
จ้าวซั่วอ้าปากค้าง เบิกตามองภาพเบื้องล่างเวที
เซินเจิ้งเสนอว่า “จับตัวหัวโจกให้ได้ จับเฉพาะคนสำคัญก็พอ”
จ้าวซั่วครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “พูดยาก จับมาทั้งหมดก่อน แล้วค่อย ๆ แยกแยะ หากพวกมันซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง คอยบงการให้ผู้อื่นออกหน้าจะทำอย่างไร”
เซินเจิ้งลองคิดดูแล้วก็เห็นด้วยกับเขา กัดฟันกล่าวว่า
“เช่นนั้นก็จับทั้งหมด”
เมื่อจ้าวซั่วโบกมือส่งสัญญาณอยู่บนเวที ทหารที่ซ่อนอยู่ในที่มืดก็พากันกรูเข้ามายังบริเวณรอบเวทีสูง
ฝูงชนพลันแตกตื่นอลหม่าน
จ้าวซั่วกับเซินเจิ้งจับตาดูชายชุดดำสองคนที่คุกเข่าลงเป็นกลุ่มแรก
เห็นเพียงว่าพวกเขาไม่ตื่นตระหนก ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม หลับตาลงอย่างเลื่อมใส ไม่สนใจความวุ่นวายรอบด้าน
“สองคนนั่นต้องเป็นสาวกผู้ภักดีของโจรผ้าโพกหัวดำแน่ จับตาดูให้ดี”
เซินเจิ้งไม่ยืนสังเกตการณ์บนเวทีอีกต่อไป เมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวซั่วก็รีบกระโดดลงจากเวทีสูง นำคนพุ่งเข้าไปหาชายชุดดำทั้งสอง
