ฉินเหมี่ยนไม่รับคำพูดนั้น ยามนี้พูดเรื่องเหล่านี้ไปก็ไร้ประโยชน์ เขาหันไปมององครักษ์ที่อยู่ข้างกาย
“กองทหารม้าสอดแนมมีผู้ใดมารายงานหรือไม่?”
องครักษ์หลายคนต่างส่ายหน้าบอกว่าไม่มี
ฉินเหมี่ยนผ่อนลมหายใจขุ่นมัวออกมา “ดูท่าชาวซีเซี่ยก็ไม่คิดว่าพวกเราจะตีฝ่าวงล้อมออกจากหูเจียจีได้ หลี่จี้เจ้าเฒ่านั่นหลอกง่ายเสียที่ไหน”
ฉินฟางขบกรามแน่น “เช่นนั้นก็ทำเรื่องลวงให้กลายเป็นจริง บุกฝ่ากองทัพซีเซี่ยที่หูเจียจี แล้วตีฝ่าวงล้อมกลับเมืองชายแดนโดยตรง”
ฉินเหมี่ยนส่ายหน้า “หากทำเช่นนั้น ทหารม้าศึกแปดพันนายของแม่ทัพฉือจะตกอยู่ในภาวะคับขัน ได้ไม่คุ้มเสีย”
ฉินฟางโบกมือ “ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ ทำตามแผนเถิด จะตายหรือรอด ล้วนขึ้นอยู่กับลิขิตสวรรค์”
เมื่อทหารม้าศึกหนึ่งหมื่นห้าพันนายของกองทัพเจิ้นซีเดินทางมาถึงจุดที่ห่างจากหูเจียจีหนึ่งร้อยยี่สิบลี้ ก็มีคนจากกองทหารม้าสอดแนมมารายงาน
กองทัพซีเซี่ยรวมกำลังพลสองหมื่นนายไว้ที่หูเจียจี กำลังตั้งขวางอยู่เบื้องหน้า
ฉินฟางส่ายศีรษะอย่างจนใจ “บัดซบ มีแค่สองหมื่นนายหรือ? จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่น ไม่กลัวว่าข้าจะบุกเข้าใส่ตรงๆ หรือ?”
“ดูท่าหลี่จี้เจ้าไม่เชื่อจริงๆ ว่าพวกเราจะตีฝ่าวงล้อมจากที่นี่”
ฉินเหมี่ยนขมวดคิ้วมองไปยังที่ไกล
“พวกเขากำลังรอดูการเคลื่อนไหวต่อไปของเรา เพียงไม่รู้ว่าทหารม้าศึกแปดพันนายของแม่ทัพฉือไปถึงจุดนัดหมายแล้วหรือยัง”
“ไปถึงนานแล้วเป็นแน่ พวกเขาก็ไม่ได้ขาดเสบียง ทั้งทหารแข็งแกร่ง ม้ากำลังดี ไม่มีเหตุผลให้ล่าช้า”
ฉินฟางกล่าวอย่างมั่นใจ
ฉินเหมี่ยนเหลือบมองฉินฟาง “แม่ทัพ มิสู้ฉวยราตรีบุกโจมตีพวกมันสักครา บางทีอาจทะลวงแนวป้องกันของชาวซีเซี่ยได้”
