ทหารทั้งหมดแยกย้ายกันไปค้นห้องต่าง ๆ ภายในเรือน
มีคนถูกลากออกมาจากห้องแล้วผลักไปไว้ตรงมุมหนึ่งของลานเรือน ให้คนคอยควบคุมตัวเป็นระยะ
ทหารบางนายเริ่มใช้เชือกมัดผู้คน
ผู้ใดร่างกายกำยำแข็งแรง ล้วนถูกมัดมือมัดเท้าแล้ววางไว้ด้านหนึ่ง
ยามฉินฟางนำคนเข้าไปถึงเรือนชั้นที่สาม ก็พบการต่อต้านอย่างหนักอีกครั้ง
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือด
ทว่าทหารที่ฉินฟางพามามีจำนวนมากเกินไป ฝ่ายต่อต้านจึงยืนหยัดได้เพียงชั่วครู่ ก่อนถูกทหารที่กรูกันเข้าไปสังหารจนสิ้น
เมื่อมาถึงเรือนชั้นที่สาม ฉินฟางก็ไม่เดินต่อ ยืนรออยู่ตรงกลาง ปล่อยให้ทหารเข้าไปค้นห้องต่าง ๆ
ในที่สุด ฉินฟางก็พบคนคุ้นหน้า
ทหารสองนายคุมตัวซูหยุ่นออกมาจากห้อง
ซูหยุ่นเห็นฉินฟางเช่นกัน ดวงตาพลันแดงก่ำ
“ฉินฟาง เจ้ากำลังใช้อำนาจส่วนตัวแก้แค้น”
ฉินฟางหัวเราะเย็นชา “เจ้ารู้ตัวดีนี่ รู้ด้วยว่าพวกเรามีความแค้นต่อกัน”
ซูหยุ่นตะโกนเสียงดัง “เป็นความแค้นของคนรุ่นพ่อ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับครอบครัว พวกเราก็ไม่เคยแตะต้องครอบครัวของเจ้า”
ฉินฟางพยักหน้า “พูดถูกแล้ว แต่ข้าต้องจับตัวผู้บงการมาลงโทษให้ได้”
ซูหยุ่นไม่โต้เถียงอีก เขารู้ว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์
ทหารคุมตัวเขาไปยังลานเรือน แล้วใช้เชือกมัดไว้
จากนั้นเหล่าสตรีในตระกูลซูก็ถูกทหารต้อนออกมาจากห้องต่าง ๆ มายังลานเรือนราวกับต้อนฝูงแพะ
เมื่อทุกคนถูกจับมารวมกันในลานแล้ว ฉินฟางก็ยังไม่เห็นซูเฉียน
เขาหันไปถามซูหยุ่น “บิดาเจ้าอยู่ที่ใด”
ซูหยุ่นส่ายหน้า “ข้าไม่รู้”
ฉินฟางหัวเราะเย็นชา “คิดว่าจะหนีพ้นหรือ”
