ลอบครุ่นคิดว่า สตรีผู้นี้จะก่อเรื่องอันใดขึ้นมาอีก?
จ้าวเทียนอวี๋กวาดตามองผู้คนในท้องพระโรง ก่อนจะสูดลมหายใจแล้วเปล่งเสียงกังวาน
“ทุกท่าน จิ้งกั๋วกงหลินเฟิงมิได้มีเพียงความสามารถในการบัญชาการทัพดุจเทพ ยังมีพรสวรรค์อันน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นอีก ทุกท่านอยากรู้หรือไม่?”
มุกขององค์หญิงใหญ่ ย่อมต้องมีคนรับมุก
ขุนนางหลายคนตะโกนขึ้นมาทันที
“เล่าให้ฟังหน่อยสิ...”
“ยังมีเรื่องอัศจรรย์ยิ่งกว่านี้อีกหรือ?”
“...”
เห็นว่าบรรยากาศเป็นไปตามที่ต้องการ จ้าวเทียนอวี๋ก็ยิ่งได้ใจ เผยฟันขาว ยิ้มร่าพลางหัวเราะคิกคักใส่ทุกคน
หลินเฟิงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกขบขัน
สตรีผู้นี้งามนัก แม้ยามก่อเรื่องก็ดูซุกซนและน่ารักยิ่ง
ครั้นทุกคนเงียบเสียงลงอีกครั้ง จ้าวเทียนอวี๋ก็ยกมือขึ้น
“บทกวีของหลินเฟิงนับเป็นเลิศ วันนี้ต่อหน้าทุกท่าน ผู้ใดมั่นใจในฝีมือการประพันธ์ของตน กล้าขึ้นมาประลองหรือไม่?”
หลินเฟิงพลันปวดเศียรจนแทบระเบิด ขมวดคิ้วจ้องจ้าวเทียนอวี๋เขม็ง
นังตัวดี กำลังขุดหลุมพรางให้ข้าอยู่หรือไร
เห็นสีหน้าลังเลของทุกคน จ้าวเทียนอวี๋ก็กล่าวเสียงดังขึ้นทันที
“บทกวีใดได้รับคำชื่นชมจากทุกคน ฝ่าบาทจะพระราชทานรางวัลอย่างงาม หากเอาชนะจิ้งกั๋วกงได้ ยังมีโอกาสได้เลื่อนขั้นรับบรรดาศักดิ์อีกด้วย”
จ้าวเจิ้นบนแท่นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน การหยอกล้อครานี้ชักจะเกินเลยไปหน่อย
จะมอบตำแหน่งขุนนางให้ผู้ใด เพียงเพราะบทกวีได้อย่างไร
เช่นนั้นมิกลายเป็นเรื่องน่าขันหรอกหรือ
ทว่า จ้าวเจิ้นเคยได้ยินจ้าวเทียนอวี๋กล่าวถึงอยู่บ้าง บทกวีหลายบทของหลินเฟิงทำให้เขาตื่นตะลึงจริง ๆ
จ้าวเจิ้นอาจไม่เก่งเรื่องอื่น แต่ด้านบทกวีและงานประพันธ์ เขานับเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง
