หวังเฉียนสังหารศัตรูอยู่ท่ามกลางวงรบ เสียงสวดทำให้เขารู้สึกทรมาน
พลันนึกถึงเพลงทหารที่หลินเฟิงสอนขึ้นมาได้ จึงขับร้องเสียงดังทันที
“ทหารกองทัพชิงสุ่ยทุกคนจงจดจำไว้ กฎเหล็กหนึ่งข้อ วินัยทหารห้าประการ ข้อแรก ทุกการเคลื่อนไหวต้องฟังคำสั่ง...”
เสียงเพลงของเขาลอยไปถึงเหล่าทหารคุ้มกันที่อยู่ด้านหลัง พวกเขาจึงร้องตามสุดเสียง
หนึ่งคนถ่ายทอดต่อสิบคน สิบคนถ่ายทอดต่อร้อยคน...
ไม่นานนัก เพลงก็แพร่ไปทั่วกองทัพชิงสุ่ยที่อยู่ในสนามรบ
ทุกคนพากันขับร้องเสียงดัง กลบเสียงสวดของกองทัพผ้าโพกหัวดำลงในพริบตา
เสียงเพลงแหบพร่าสูงกังวานทำให้ทหารกองทัพชิงสุ่ยทุกคนฮึกเหิมขึ้นมาในทันที ราวกับแขนขาพลันเปี่ยมด้วยกำลังอีกครั้ง
กองกำลังของหูจิ้นไฉและหลี่ตงไหลได้รับอิทธิพลจากเสียงเพลงเช่นกัน ต่างบุกตะลุยสังหารอย่างห้าวหาญ ไม่ลังเลอีกต่อไป
สีหน้าของเสิ่นจงอิงและคนอื่น ๆ ดูย่ำแย่
ก่อนมาที่นี่ก็ไม่เห็นมีใครบอกเลยว่ากองทัพชิงสุ่ยมีคาถาด้วย?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
เผิงเหลียงสุขุมและเฉลียวฉลาด เขารู้ว่าศึกครั้งนี้ต้องพ่ายแพ้แน่นอน คงไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกแล้ว
“แม่ทัพ ถอยเถิด พวกเขาต้านไม่ไหวแล้ว หากสู้ต่อไป ความสูญเสียจะยิ่งหนักหนา”
เผิงเหลียงมีน้ำหนักไม่น้อยในใจของเสิ่นจงอิง
เสิ่นจงอิงไม่ลังเลอีกต่อไป กัดฟันตะโกนว่า “ถอย ทั้งกองทัพถอย!”
พลส่งสารกระจายตัวออกไป ตะโกนสั่งให้เหล่าทหารเริ่มถอยทัพ
ทหารกองทัพผ้าโพกหัวดำที่อยู่ด้านหลังได้ยินคำสั่ง ก็หันหลังวิ่งหนีทันที
ส่วนทหารที่อยู่กลางสนามรบ หากยังพอพลิกตัวได้ ต่างก็ลนลานถอยหลัง
มีเพียงพวกที่ยังพัวพันต่อสู้อยู่ตรงกลาง ไม่อาจถอยได้ จึงทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายฟันฟาด
เถาจินวั่งกวัดแกว่งดาบฟันอย่างไร้สติ ปากก็ขับร้องเพลงอย่างไร้สติเช่นกัน
