ไป๋จิ้งไม่คิดโต้เถียงกับนาง จึงแก้ปากถุงหอมอย่างส่งๆ แล้วเทหยกหักชิ้นหนึ่งออกมา
ไป๋จิ้งหยิบหยกแตกชิ้นนั้นขึ้นมาด้วยมือ ยกขึ้นตรงหน้าแล้วพินิจดูอย่างละเอียด
ไป๋เยว่ซีชะโงกหน้าเข้ามา มองหยกชิ้นนั้นแวบหนึ่ง
“ผู้ใดกัน ส่งของพังๆ เช่นนี้มาให้ ไม่คิดจะอยู่ในยุทธภพต่อแล้วหรือ...”
นางยังพูดไม่ทันจบ ดวงตาก็เบิกกว้าง สีหน้าชะงักค้างไปในทันใด
ไป๋จิ้งเหลือบมองนาง เห็นมารดาอ้าปากค้าง ดวงตาจับจ้องหยกแตกในมือของตนอย่างเหม่อลอย
“ท่านแม่ เป็นอะไรไปหรือ”
ไป๋เยว่ซียื่นมือมารับหยกไป วางไว้ตรงหน้าแล้วตรวจดูอย่างละเอียด
ไป๋จิ้งสังเกตเห็นว่ามือของนางเริ่มสั่น
“จิ้งเอ๋อร์ ข้างในยังมีสิ่งใดอีกหรือ”
ไป๋จิ้งรีบเปิดปากถุงหอมก้มมองเข้าไป พบว่าข้างในยังมีผ้าแพรสีขาวผืนหนึ่ง จึงหยิบออกมาคลี่ดู แต่กลับไม่พบสิ่งใด
“นี่หมายความว่าอย่างไร”
ไป๋เยว่ซีคว้าผ้าแพรไปจากมือทันที ยกเข้าใกล้จมูกดม แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
“จิ้งเอ๋อร์ ไปลงกลอนประตู แล้วนำเทียนมาสักเล่ม”
ไป๋จิ้งไม่รู้ว่านางคิดจะทำสิ่งใด แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจัง จึงหันไปปิดประตูแล้วหยิบเทียนมา
ไป๋เยว่ซีจุดเทียน ดึงผ้าแพรให้ตึง แล้วนำไปอังเหนือเปลวไฟ
เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ตัวอักษรเรียงเป็นแถวก็ค่อยๆ ปรากฏบนผ้าแพร
ตัวอักษรสีเหลืองคล้ำเขียนบิดเบี้ยว ราวกับลายมือของเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเขียนหนังสือ
ทั้งสองขยับเข้ามาใกล้ จ้องมองตัวอักษรบนผ้าแพรอย่างละเอียด
“เยว่ซี จิ้งเอ๋อร์ เรากำลังจะจากไปแล้ว สิ่งที่เราตัดใจจากไปไม่ได้ที่สุดในโลกนี้ก็คือพวกเจ้าสองแม่ลูก เราผิดต่อพวกเจ้า ครั้งหนึ่งเราเคยคิดจะมอบชีวิตอันสุขสงบและมั่งคั่งให้พวกเจ้า แต่น่าเสียดายที่ทำไม่สำเร็จ บัดนี้เราจมอยู่กับความเสียใจทุกวัน ทุกครั้งที่คิดถึงพวกเจ้า ใจก็เจ็บปวดจนถอนตัวไม่ขึ้น หากให้โอกาสเราอีกครั้ง เราขอสาบานว่าจะไม่เอาบัลลังก์นี้ และจะอยู่ดูแลเคียงข้างพวกเจ้าสองแม่ลูก แต่น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสแล้ว หากสวรรค์มีตา เราอยากเห็นพวกเจ้าสองแม่ลูกอีกสักครั้งก่อนสิ้นใจ เพื่อปลอบประโลมชีวิตนี้ ไม่รู้ว่าจะสมปรารถนาหรือไม่...”
