หลินเฟิงหันกลับไปมอง หรี่ตาลงเล็กน้อย
“อืม คล้ายเป็นคลองส่งน้ำ เจิ้นซีขาดแคลนน้ำ ราชสำนักเคยสั่งให้แต่ละพื้นที่ขุดคลองส่งน้ำเพิ่ม เพื่อบุกเบิกที่รกร้างให้ได้มากขึ้น”
“หากมีน้ำขึ้นมา เจิ้นซีอันแห้งแล้งก็จะผลิตธัญพืชได้มากขึ้นใช่หรือไม่?”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น มีน้ำก็มีธัญพืช หากไร้น้ำก็อย่าได้เอ่ยถึงสิ่งใด”
หงเซียวหันมามองหลินเฟิง
“ท่านแม่ทัพ ข้าพบว่าท่านคำนึงถึงชาวบ้านอย่างแท้จริง”
หลินเฟิงโบกมือ “ต้องให้เจ้ามาบอกด้วยหรือ ความยุติธรรมย่อมอยู่ในใจผู้คน”
“เพราะฉะนั้น ท่านจึงกลายเป็นศัตรูของเหล่าขุนนางในราชสำนัก”
หลินเฟิงถอนหายใจ “เรื่องนี้พูดยากนัก เมื่อผลประโยชน์ของพวกเขาถูกกระทบ ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็คงทุกข์ใจ กระทั่งอาจชิงชัง”
“ไม่มีวิธีที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์หรือ?”
หลินเฟิงส่ายหน้า มิได้กล่าวสิ่งใด
หงเซียวไม่กล่าวถึงเรื่องนี้ต่อ จู่ ๆ ก็คิดบางอย่างขึ้นได้ จึงวางกล้องส่องทางไกลแล้วเดินมายืนข้างหลินเฟิง
“ท่านแม่ทัพ ท่านไม่รู้สึกหรือว่าพวกเราผ่อนคลายเกินไปสักหน่อย?”
ในฐานะอดีตนักฆ่าชั้นแนวหน้าขององค์กรมืดฟ้ามัวดิน หงเซียวมีสัญชาตญาณระแวดระวังติดตัวมาแต่กำเนิด ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยปกป้องทั้งสภาพแวดล้อมรอบกายและความปลอดภัยของตน
ก่อนหลุดพ้นจากองค์กร หงเซียวใช้ชีวิตท่องยุทธภพเพียงลำพังมาโดยตลอด นางระแวงทุกสิ่ง และคอยระวังผู้คนรอบตัวอยู่เสมอ
หลินเฟิงขมวดคิ้ว ทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้
“ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะหมดหนทางเป็นแน่ ต้องมีแผนสำรองอยู่ แต่ดูจากสถานการณ์ยามนี้ พวกเราน่าจะได้เปรียบ”
