นักพรตเจินจั๋วโบกมือ “การขอยาต้องมีใจศรัทธา ผู้ป่วยจำต้องมาด้วยตนเอง หลบเลี่ยงหาใช่หนทางแก้ไม่ มีแต่จะทำให้เรื่องเสียหาย อีกทั้งยังทำให้อาตมาวินิจฉัยคลาดเคลื่อน”
หงเซียวเห็นว่านางกล่าวได้มีเหตุผล จึงจำต้องประสานมือคารวะ
“ขอเชิญนักพรตรอสักครู่”
กล่าวจบ นางก็หันหลังวิ่งไปหาหลินเฟิง
แท้จริงแล้ว ต่อให้นางไม่ไปบอกหลินเฟิง บทสนทนาระหว่างหงเซียวกับนักพรตเจินจั๋วก็เข้าหูเขาไปนานแล้ว
หลินเฟิงเห็นว่านักพรตหญิงผู้นี้พูดจามีหลักการ คิดว่าควรขอคำชี้แนะจากนางเรื่องอาการกำเริบของโรคเก่าบิดา
แม้หลินเฟิงจะคิดว่านักพรตสองคนนี้ปรากฏตัวที่นี่ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง ทว่าด้วยสภาพของเขาในยามนี้ อีกทั้งยังมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่รอบกาย การเผชิญหน้ากับสตรีหนึ่งคนและเด็กรับใช้นักพรตอีกหนึ่งคนก็มิได้นับว่าอันตราย
นักพรตเจินจั๋วเดินไปด้านข้างสองสามก้าว เว้นระยะห่างจากผู้คนอื่น ๆ ราวสิบกว่าก้าวกับหลินเฟิงทั้งสอง
“ดูจากโหงวเฮ้งของผู้ศรัทธาแล้ว ท่านเป็นบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ไม่ทราบว่ามีเรื่องใดให้ช่วย?”
หลินเฟิงยิ้มบาง ๆ
เรื่องนี้มิได้แปลกอันใด ใคร ๆ ก็มองออกจากขบวนคนตรงหน้าว่าเขาเป็นผู้นำของคนกลุ่มนี้
“ข้ามิใช่บุคคลสำคัญอันใด เพียงแต่โรคเก่าของบิดากำเริบ ไม่ทราบว่านักพรตมียารักษาหรือไม่?”
หลินเฟิงมิได้เชื่อเรื่องนี้นัก ทว่าเมื่อบังเอิญพบกันแล้ว การขอยามาสักเม็ดก็ถือว่าได้พยายามอย่างเต็มที่ หากพลาดโอกาสไปย่อมน่าเสียดาย
“ผู้ศรัทธาเชื่อคำพูดของอาตมาหรือไม่?”
นักพรตเจินจั๋วยิ้มละไม
“ย่อมต้องดูเสียก่อนว่านักพรตกล่าวเรื่องใด”
