หลินเฟิงกลับมาถึงลั่วเฉิงแล้ว ข่าวเกี่ยวกับนโยบายเกษตรกรรมภายใต้การควบคุมของกองทัพต้าเจิ้งถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขา
เผยชีอินกำลังเล่าถึงปฏิกิริยาของชาวบ้านรอบนครหลวงต้าเจิ้ง หลังราชสำนักต้าเจิ้งประกาศใช้นโยบายนี้
หลินเฟิงโบกมือ “ไม่ต้องพูดให้มากความ นี่เป็นการรนหาที่ตายของจ้าวเจียน แม้จะเห็นผลอยู่บ้างในระยะสั้น แต่หากยืดเยื้อต่อไป ย่อมเผยข้อเสียใหญ่หลวงออกมา”
เผยชีอินขมวดคิ้วถาม “ข้อเสียใหญ่ที่สุดคืออะไร?”
“ชาวนาก่อกบฏน่ะสิ”
“ก่อกบฏหรือ?”
“ก็คือลุกฮือต่อต้านนั่นแหละ”
เผยชีอินส่ายหน้า “มีทหารรักษาพระองค์ตั้งหลายแสนคน คิดก่อกบฏก็เท่ากับหาที่ตาย”
“หึ ๆ อดตายก็ต้องตายเหมือนกัน ยามคนเผชิญความหิวโหย ความกล้าจะถูกขยายขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ไม่มีสิ่งใดที่พวกเขาไม่กล้าลงมือทำ”
หลินเฟิงยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ “สรุปแล้ว ผลจากการที่จ้าวเจียนเสียสติ ก็คือราชสำนักต้าเจิ้งพังทลาย ถึงตอนนั้นนครหลวงย่อมแตกพ่ายโดยไม่ต้องโจมตี”
เผยชีอินมีสีหน้าเคร่งขรึม “ท่านอ๋อง ไม่ทรงกลัวหรือว่าเมื่อเขาใกล้ตายจะดิ้นรนต่อต้าน แล้วลอบโจมตีเมืองของพวกเร?”
หลินเฟิงครุ่นคิด “จ้าวเจียนไม่มีความกล้าหาญเหมือนบิดา เขาเพียงอยากประคองสภาพการณ์เดิมไว้ให้ได้เท่านั้น หากคิดฝ่าวงล้อมนอกนครหลวง คาดว่าคงถูกกำจัดเร็วกว่าเดิม”
เผยชีอินส่ายหน้า “เขาไม่ได้ขลาดเขลา เพียงแต่ฉลาดกว่าอยู่บ้าง”
หลินเฟิงพยักหน้า “ปล่อยให้เขาผ่านวันอันปั่นป่วนนี้ไปเถิด ข้าไม่อยากเข่นฆ่าผู้คนมากไปกว่านี้ พวกเขาล้วนเป็นราษฎรต้าจง เหตุใดต้องเข่นฆ่ากันเองอย่างเร่งร้อน”
“เพคะ นี่คงเป็นเหตุผลที่ท่านอ๋องมุ่งมั่นขับไล่โจรสลัด”
