ทั้งสองคนควบม้ามุ่งมายังเรือรบเจิ้นซีหมายเลขสอง ด้านหลังมีองครักษ์ติดตามมาหลายร้อยนาย
เนื่องจากเรือรบยังอยู่ห่างจากฝั่งแม่น้ำกว่าสิบจั้ง ผู้คนบนเรือจึงไม่ตื่นตระหนกเมื่อเห็นทหารม้าศึกจำนวนมากควบเข้ามา
องครักษ์ของหลินเฟิงหลายคนถือปืนลูกซอง ก้มตัวพิงกราบเรือ จับตามองกองทหารม้าของชิวเจี้ยและพวกที่เข้ามาใกล้อย่างระแวดระวัง
ชิวเจี้ยให้เหล่าองครักษ์ถอยไปอยู่ด้านหลัง จากนั้นจึงควบม้าออกมาข้างหน้า ประสานมือกล่าวว่า
“ชิวเจี้ย แม่ทัพใหญ่แห่งทัพหลวงต้าเจิ้ง มาขอเข้าพบแม่ทัพใหญ่หลินเฟิงแห่งกองทัพเจิ้นซี โปรดช่วยเรียนรายงานด้วย ขอบคุณ”
เมื่อหลินเฟิงได้ยินองครักษ์รายงานก็พยักหน้าเล็กน้อย
“ชิวเจี้ยผู้นี้ไม่เลว นับว่าเป็นแม่ทัพที่มีสติปัญญาอยู่บ้าง”
เผยชีอินยิ้มกล่าวว่า “นานทีแม่ทัพจะเอ่ยชมผู้คน พวกเราจะพบเขาหรือไม่?”
“พบสักหน่อยก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาค้างคากันอยู่ที่นี่”
ขณะกล่าว เขาลุกขึ้นเดินไปยังกราบเรือด้านขวา มือจับราวเรือแล้วก้มมองลงไป
ในที่สุดชิวเจี้ยก็ได้เห็นหลินเฟิง ในใจพลันเกิดความรู้สึกมากมาย
ชายหนุ่มผู้นี้ดูอ่อนโยน ใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม สดใสราวแสงตะวัน
ใครจะคิดว่าคนผู้นี้จะเข่นฆ่ากองทัพผ้าโพกหัวดำอันเกรียงไกรของตนกว่าหนึ่งแสนคนจนสิ้นซากอย่างไร้ความปรานี
เขาถูกหลินเฟิงทำให้เกิดเงามืดในจิตใจ กระทั่งบัดนี้ยังสะดุ้งตื่นจากฝัน ไม่อาจนอนหลับได้อย่างสงบ
“แม่ทัพใหญ่ ชิวผู้นี้รู้สึกละอายใจที่ไม่อาจเข้าใจเจตนาของท่าน ขอท่านโปรดชี้แนะ”
ทั้งสองฝ่ายยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นศัตรู และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นมิตร ชิวเจี้ยจึงไม่กล่าวอ้อมค้อม เอ่ยเข้าประเด็นทันที
