“แต่ก่อนหน้านี้ กองกบฏถูกขับออกจากเขตนครหลวงไปแล้ว ถูกตีจนถอยไปอยู่อีกฝั่งแม่น้ำจิ้น แล้วเจ้าเล่า?”
หม่าปู้เซวียนก้มหน้าลง ไม่โต้แย้งอีก
เมื่อเห็นเขาไม่มีคำพูด อ๋องลู่ก็เดือดดาลขึ้นมา ลุกขึ้นชี้หน้าหม่าปู้เซวียน เตรียมจะด่าทอ
อ๋องรุ่ยรีบยกมือห้าม “พอเถิด ยามนี้มิใช่เวลามาถกเถียงเรื่องนี้ ควรคิดให้ดีว่าจะหลุดพ้นจากการโจมตีของกองกบฏได้อย่างไร”
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่มีผู้ใดเสนอความคิดที่เข้าทีได้ อ๋องรุ่ยจึงหันไปสั่งองครักษ์
“ไปเชิญแม่ทัพจวีเฉาเยว่กับแม่ทัพเว่ยหมิงมา”
องครักษ์หันกายออกไปถ่ายทอดคำสั่ง
ไม่นานนัก จวีเฉาเยว่กับเว่ยหมิงก็เร่งรุดมาถึง
อ๋องรุ่ยให้คนนำรายงานศึกส่งไปให้ทั้งสองอ่าน
จวีเฉาเยว่อ่านรายงานศึกจบ ก็กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“นี่คิดจะกำจัดให้สิ้นซากหรือ?”
“แผ่นดินต้าจงกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ หรือไม่มีที่ให้พวกเราหยัดยืนเลยหรือ?”
เว่ยหมิงเองก็หน้าถอดสี
แม่ทัพทั้งสองล้วนเป็นทหารผ่านศึกในสนามรบ ย่อมรู้ดีว่าหากเปิดศึกครั้งนี้ขึ้นมา ย่อมพ่ายแพ้เป็นแน่
อ๋องรุ่ยจ้องหน้าจวีเฉาเยว่ “ไม่มีโอกาสชนะเลยหรือ?”
จวีเฉาเยว่ส่ายหน้าอย่างหดหู่
อ๋องลู่ร้อนใจ “พวกเจ้าสองคนมีแผนดี ๆ หรือไม่?”
หลิ่นชางสือตะโกนขึ้น “ท่านอ๋อง พวกเราถอยไปทางตะวันตกต่อได้ หลบเลี่ยงกองกบฏเสีย”
จวีเฉาเยว่หัวเราะเย็นชา “ถอยไปทางตะวันตกอีกก็มีแต่ที่ราบกว้าง ไร้กำแพงเมืองสูงและคูค่ายลึก พวกเราจะพ่ายแพ้เร็วกว่าเดิม”
“สู้ก็สู้ไม่ชนะ หนีก็หนีไม่พ้น พวกเจ้าว่าควรทำเช่นไร?”
อ๋องลู่แบมือ กล่าวเสียงดังกับทุกคน
