เยี่ยนเสี่ยวอี่ตวาดว่า “ถามเรื่องพวกนี้ไป แล้วคนอื่นจะรู้ได้อย่างไร”
“แต่เรื่องของบุคคลในตำนาน ข้ารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเขา”
เยี่ยนเสี่ยวติงเอ่ยอย่างมั่นใจ
เยี่ยนเสี่ยวอู่รีบถามว่า “เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นเชี่ยวชาญสิ่งใด”
เยี่ยนเสี่ยวติงยิ้ม “เขาเชี่ยวชาญวิชาดาบผ่าลม”
หลินเฟิงที่เพิ่งถอนหายใจโล่งอกพลันชะงัก คอแข็งทื่อขณะหันกลับไปเหลือบมองเยี่ยนเสี่ยวติง
แม่หนูนี่คงมิได้หมายถึงเขาหรอกกระมัง?
เยี่ยนเสี่ยวอู่ถามต่อ “แล้วเขามีผลงานใดบ้าง”
เยี่ยนเสี่ยวติงเชิดหน้าผึ่งอกอย่างภาคภูมิ ราวกับผลงานเหล่านั้นเป็นสิ่งที่นางสร้างขึ้นเอง
“ทางตะวันตก เขานำทัพปราบเที่ยเจิน ทางใต้ เขารวบราชวงศ์ต้าจงมาอยู่ใต้บังคับบัญชา แล้วรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งต้าจง แปดเมืองเจิ้นซีซึ่งมีเขาคอยบัญชาการอยู่ ฮ่องเต้ต้าเจิ้งไม่กล้าล่วงล้ำแม้แต่ก้าวเดียว พวกเจ้าก็เห็นแล้วว่าโจรสลัดที่เหิมเกริมและโหดเหี้ยม ถูกกองทัพเจิ้นซีผลักดันให้ถอยร่นทีละก้าว จนละทิ้งเมืองจินเฮา เมืองฝูหนิง เมืองจิ้งไห่ และเมืองหนานไถไปแล้ว ขั้นต่อไปคงเป็นเมืองกานชิ่งกับ...”
เยี่ยนเสี่ยวอี่อดขัดคำพูดนางไม่ได้
“เขาจากไปแล้ว ทัพหลวงต้าเจิ้งกำลังบุกเมืองเทียนจื่อ เมืองหลินตู และเมืองจิงซี ทั้งยังยึดเมืองซวิ่นซึ่งเป็นปราการคุ้มกันนครหลวงได้แล้ว กองทัพเจิ้นซียังคงตั้งมั่นอยู่ในเมืองฝูหนิงโดยไม่เคลื่อนไหว เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเหตุใด เจ้าก็น่าจะรู้”
เยี่ยนเสี่ยวติงไม่กล่าววาจา น้ำตาวูบไหวในดวงตา ทว่านางยังคงขบเม้มริมฝีปากอย่างเข้มแข็ง ไม่ยอมปล่อยให้น้ำตารินไหล
