หลินเฟิงมองเขาแล้วถามว่า “พวกเจ้ามีทหารม้าสอดแนมคอยสืบข่าวอยู่กระมัง?”
“ย่อมมีทหารม้าสอดแนม ทว่าพวกเขารับหน้าที่เฝ้าระวังรอบด้าน หากมีความเคลื่อนไหวใด จะได้หลบเลี่ยงการจู่โจมของโจรสลัดล่วงหน้า”
เยี่ยนเสี่ยวปิ่งอธิบาย
“นี่เป็นการตั้งรับอย่างเดียว แล้วฝ่ายบุกเล่า?”
“ยามนี้พวกเรามีคนกับม้าเพียงสามร้อยกว่าชีวิต จะบุกได้อย่างไร?”
“ดินแดนทางใต้ของต้าจงกว้างใหญ่ไพศาล แต่พวกเรามีคนน้อยเกินไป ไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง”
“หากบุกเข้าไปจนกองกำลังหลักของโจรสลัดออกมา เกรงว่าพวกเราคงไม่มีที่ให้หยัดยืนอีก”
“ถึงอยากบุก ก็ต้องรอให้พี่ใหญ่เอ่ยปากเสียก่อน...”
สมาชิกคนสำคัญหลายคนของเจ็ดวีรชนตระกูลเยี่ยนต่างพากันเอ่ยขึ้น
หลินเฟิงนิ่งเงียบ เขาได้ข้อมูลไม่น้อยจากถ้อยคำของพวกเขา ส่วนจะบุกหรือตั้งรับย่อมไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจ สิ่งที่เขาควรกังวลคือเมื่อใดคนจากสำนักเร้นกายจึงจะตามมาถึงที่นี่
เขาสังหารศิษย์จากสำนักเร้นกายสามคนกลางทะเล แล้วยังปล่อยเรือลำใหญ่ลำนั้นไป ย่อมเป็นการส่งข่าวออกไปแล้ว
สำนักในจงหยวนอาจยังตั้งตัวไม่ทัน แต่สำนักจากเกาะหลายแห่งในทะเล คงมีคนมาถึงแล้วกระมัง?
โดยเฉพาะเมื่อหลินเฟิงอ้างชื่อชูเฟิงถิง หญิงเฒ่าจากเขาคุนอวี๋ผู้นั้นยิ่งควรรีบมาสืบข่าวเป็นคนแรก
กล้าลงมือกับหลินเฟิง ยังคิดว่าจะรอดพ้นไปง่าย ๆ หรือ?
หลินเฟิงก้มหน้าครุ่นคิดเรื่องของตน
อาจเพราะสถานที่แห่งนี้มิได้มีปัญหาด้านความปลอดภัย พี่น้องตระกูลเยี่ยนหลายคนจึงดื่มสุราไปไม่น้อย ใบหน้าแดงก่ำ ลิ้นเริ่มพันกัน
