จ้าวปิ่งแค่นหัวเราะเย็นชา “จ้าวซวิ่น กุยเอ๋อร์ติดตามเจ้าอยู่ เจ้าย่อมรู้ความสามารถของเขาดี ครานี้เกิดเรื่องขึ้น ผู้ใดควรเป็นคนรับผิดชอบ?”
จ้าวซวิ่นแบมือ “พี่สาม เขาตรงไปเข้าเฝ้าพี่ใหญ่ถึงที่ ตอนนั้นท่านไม่ได้เห็น สีหน้าพี่ใหญ่เบิกบานเพียงใด ทรงตัดสินพระทัยทันทีให้เขานำทัพออกศึก แล้วข้าจะทำอย่างไรได้?”
“เจ้าไม่รู้จักทัดทานหรือ?”
“ข้าทัดทานแล้ว ทั้งยังคัดค้านอย่างเต็มกำลังด้วย”
จ้าวปิ่งโบกมือ “อย่ามาหลอกข้า คำพูดของเจ้า พี่ใหญ่ทรงเชื่อฟังมาแต่ไหนแต่ไร”
จ้าวซวิ่นยิ้มขื่น “พี่ใหญ่ทรงถูกกองทัพกบฏกดขี่มานาน ยามนี้กำลังต้องการระบายโทสะ จ้าวกุยดันไปประจวบเหมาะเข้าพอดี”
“ข้าไม่สน จ้าวกุยจะไปเป็นทหารชั้นผู้น้อยไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นคงกลายเป็นเรื่องน่าขัน ตระกูลจ้าวของเราเสียหน้าไม่ได้”
“เรื่องนี้พี่ใหญ่ยังมิได้ตรัสสิ่งใด แล้วเราจะทำอย่างไรได้?”
“หลินเฟิงเป็นคนที่เจ้าดึงตัวมาจากเจิ้นซี ย่อมฟังคำเจ้าอยู่แล้ว”
จ้าวซวิ่นกล่าวอย่างจนใจ “เอาเช่นนี้ ยามนี้ข้าออกจากเมืองไม่ได้ ท่านนำป้ายคำสั่งของข้าไปพบหลินเฟิง ลองดูว่าจะพาจ้าวกุยกลับมาได้หรือไม่ ดีหรือไม่?”
“ดี เอาตามนี้”
อ๋องลู่จ้าวปิ่งนำป้ายคำสั่งของอ๋องรุ่ยจ้าวซวิ่น พร้อมองครักษ์สองร้อยนาย ออกจากประตูเหนือเมืองหลวง มาถึงนอกประตูใต้เมืองคุน
หลินเฟิงได้รับรายงานว่าอ๋องลู่มาเยือน
ไม่ต้องบอกก็รู้ อ๋องลู่ต้องมาเพราะจ้าวกุย ทั้งยังมาด้วยโทสะ
“ผู้ใดก็ได้ ไปตามจ้าวซั่วมา”
ในเมื่อเป็นญาติพี่น้องบ้านเดียวกัน ก็ให้พวกเขาไปจัดการกันเองเถิด
หลินเฟิงหลบหน้าไปทันที
เขาพาคนมุ่งหน้าไปยังลานฝึกทหาร จัดคนเล่นเตะลูกบอล
