ด้วยความสามารถของหลินเฟิงในยามนี้ หากเผชิญหน้ากับคนหนึ่งเพียงลำพัง บางทีอาจพอถ่วงเวลาได้สักพัก จนอีกฝ่ายสงบจิตใจจากความคิดฟุ้งซ่าน
ทว่าเจ้าสองคนนั้นต่างเป็นผู้บำเพ็ญตนชั้นยอดแห่งยุค หากมาพร้อมกัน เขาก็คงเหลือเพียงทางหนีเท่านั้น
หลินเฟิงไม่อาจแน่ใจได้ว่า หลังจี๋เฟิงสิงคืนกระบี่หักให้ตนแล้ว จะเปิดเผยข่าวนี้ออกไปหรือไม่
เพราะการกระทำของเกาเจิ้งชิงและจี๋เฟิงสิง คือการชักนำภัยไปยังผู้อื่น เพื่อให้มู่เฉียนหยางกับหมิ่นซู่หรงเลิกก่อความเดือดร้อนแก่ผู้บำเพ็ญตนจากสำนักเร้นกาย
แม้เกาเจิ้งชิงกับจี๋เฟิงสิงจะไม่บอกพวกเขาตรงๆ ว่ากระบี่หักอยู่ในมือหลินเฟิง แต่ก็ย่อมหาวิธีอื่นบอกใบ้ให้อีกฝ่ายรู้
จิตใจของมู่เฉียนหยางกับหมิ่นซู่หรงถูกรบกวนด้วยกระบี่หัก จึงถูกผู้อื่นชักจูงได้ง่าย
ดังนั้น หลังจากครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลินเฟิงเห็นว่าตนควรชิงลงมือก่อน จัดการคนหนึ่งให้ได้ก่อน ส่วนคนที่เหลือก็จะรับมือได้ง่ายขึ้นมาก
หลังครุ่นคิดอยู่นาน หลินเฟิงจึงกล่าวกับเผยชีอินว่า
“เจ้าจงบอกคนอื่นให้ชัดเจน ว่าข้าอยู่ที่เมืองหย่งหนิง”
เผยชีอินเอ่ยอย่างฉงนใจว่า “ท่านอ๋อง บ่าวไม่เข้าใจความหมายของท่าน”
หลินเฟิงถอนหายใจ “เมืองหย่งหนิงแทบไม่มีผู้คนแล้ว กองทัพเจิ้นซีของเราส่วนใหญ่ยกไปประจำแนวหน้า ในตัวเมืองหย่งหนิงก็ไม่มีชาวบ้านอยู่สักเท่าไร ข้าอยู่ที่นั่นย่อมไม่กระทบผู้อื่น”
เผยชีอินขมวดคิ้ว “ท่านอ๋อง ท่านคิดจะล่อคนไปยังเมืองหย่งหนิงหรือ?”
หลินเฟิงโบกมือ “หากมีผู้ใดถาม ก็จงตอบไปเช่นนั้น เรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องกังวล”
เผยชีอินเม้มปาก พึมพำบางอย่าง แต่ไม่กล้าถามต่อ
