ฝานโหรวส่ายหน้า “องค์หญิงใหญ่ ไยพระองค์ไม่ลองคิดดูเล่า หากจ้าวเจียนรวบรวมเสบียงทั้งหมดไปไว้ในกองทัพ จะมีชาวบ้านอดตายมากมายเพียงใด?”
“จ้าวเจียนเพียงยึดเสบียงของขุนนางในราชสำนัก มิได้ไปเกณฑ์เสบียงจากชาวเมือง”
“กองทัพนับแสน เกณฑ์เสบียงจากขุนนางเพียงอย่างเดียวจะพอได้อย่างไร เสบียงในบ้านชาวเมืองหลายแสนครัวเรือนต่างหากที่เป็นก้อนใหญ่ ทั้งยังเป็นรากฐานที่ทำให้จ้าวเจียนยืนหยัดได้”
จ้าวเทียนอวี๋ยืดกายขึ้น “พวกเจ้าหมายความว่า จ้าวเจียนจะต้องลงมือกับชาวเมืองเป็นแน่?”
หลิ่วซูเสวี่ยกับฝานโหรวพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง
จ้าวเทียนอวี๋ครุ่นคิด พึมพำกับตนเอง
“จบสิ้นแล้ว ราชวงศ์ต้าเจิ้งคงยืนหยัดไม่ถึงวันปีใหม่”
ทันใดนั้น นางขมวดคิ้ว
“พวกเจ้าว่า การกระทำเช่นนี้ของจ้าวเจียน มีบิดาของเขาคอยหนุนหลังอยู่หรือไม่?”
หลิ่วซูเสวี่ยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากโต๊ะเตี้ย
“ดูจากข่าวที่ส่งออกมาจากวังแล้ว สถานการณ์ของจ้าวเจิงไม่สู้ดีนัก ตำหนักบรรทมของเขาถูกปิดกั้น ห้ามผู้ใดเข้าออก จากเรื่องนี้ดูท่า จ้าวเจิงคง...”
“ตายแล้วหรือ?”
“ยังบอกไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่อาจยุ่งเกี่ยวกับราชการได้แล้ว”
หลิ่วซูเสวี่ยกล่าวเสียงเรียบ “หากจ้าวเจิงยังมีชีวิตอยู่ แผนของพวกเราก็ต้องเปลี่ยน”
จ้าวเทียนอวี๋ไม่เข้าใจ “เพราะเหตุใด?”
“หึ ๆ จ้าวเจิงเป็นคนเช่นไร นิสัยของเขาต่างจากบุตรชาย หากยังบริหารราชการได้ ย่อมเลือกฝ่าวงล้อมออกไป ต่อให้ต้องพินาศทั้งสองฝ่าย ก็ต้องลากศัตรูให้พังไปด้วย”
จ้าวเทียนอวี๋พยักหน้า มองหลิ่วซูเสวี่ยด้วยสีหน้าเลื่อมใส
