ไม่มีทางเลือก เขาค่อนข้างสนิทกับหลานชายผู้นี้ ทั้งยามปกติก็ยังไปมาหาสู่กัน อย่างไรเสียอู๋ชิงหลินก็เป็นขุนนางซิงปู้ หลายครั้งยังต้องพึ่งพาเขา
“เจ้าไปบอกเขา ให้มาพูดกับข้าสักหน่อย”
อู๋ฮ่าวเวยสั่งนายทหารคนหนึ่งเสียงเบา
อู๋ชิงหลินถูกลากมายังมุมถนนแห่งหนึ่ง เขามองอู๋ฮ่าวเวยอย่างร้อนรน
“ท่านอา หลานใกล้จะมีชีวิตต่อไม่ไหวแล้ว บ้านถูกปล้นจนเกลี้ยง ทั้งครอบครัวจะกินอะไรเล่า?”
อู๋ฮ่าวเวยไม่จำเป็นต้องให้เขาพูดเรื่องนี้ เพราะเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือของทหารองครักษ์หลวง เขารู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้ากลับไปก่อน พอฟ้ามืดค่อยไปหาอาที่บ้าน รับเสบียงไปสักหน่อย ไว้วันหน้าค่อยหาหนทางอื่นกัน ไปเถิด”
อู๋ฮ่าวเวยเพียงอยากส่งเขาไปให้พ้นโดยเร็ว
“ท่านอา นี่ไม่ใช่หนทางระยะยาว อย่างไรท่านก็คงเลี้ยงดูครอบครัวหลานไปตลอดไม่ได้กระมัง?”
“แล้วเจ้าอยากทำอย่างไร?”
อู๋ชิงหลินฟังออกว่าน้ำเสียงอีกฝ่ายเริ่มไม่สบอารมณ์ จึงรีบกล่าวว่า
“ท่านอา ท่านลุงของข้าให้ท่านไปพบสักครั้ง บอกว่ามีเรื่องสำคัญจะหารือ”
อู๋ฮ่าวเวยโบกมือ “พอแล้ว ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับไปเถิด อายังมีธุระ”
กล่าวจบก็หันหลังจากไป
อู๋ชิงหลินยืนนิ่งมองอาของตน พากองทหารองครักษ์หลวงกลุ่มหนึ่งหอบหิ้วสิ่งของมากมาย มุ่งหน้าไปทางตะวันออก
ภาพเช่นนี้เขาคุ้นเคยดี บ้านของเขาเองก็ถูกทหารกลุ่มนี้ปล้นไปครั้งหนึ่ง ในกลุ่มนั้นมีนายทหารชั้นผู้น้อยของทหารองครักษ์หลวงสองคน ซึ่งเคยร่วมสะสางคดีและร่ำสุรากับเขา ครั้งนั้นสนิทสนมกันอย่างยิ่ง ประหนึ่งพี่น้องแท้ ๆ
แต่ครั้นถึงยามนี้ พวกเขากลับหันหลังให้โดยไม่ไยดี ทหารกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาราวกับฝูงตั๊กแตนที่ผ่านทุ่ง บ้านเรือนถูกกวาดเอาทรัพย์สินและเสบียงไปจนไม่เหลือแม้แต่น้อย
