คนผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาดุจผีร้าย กลับไม่เห็นท่านทูถ่งทัพอยู่ในสายตา ทั้งยังกล้าสบถหยาบคายต่อหน้าผู้คน เห็นได้ชัดว่ามีฐานะไม่ต่ำต้อย อย่างน้อยก็ไม่หวั่นเกรงสองผู้ทรงอำนาจแห่งหยินโจว
“ฮะ ๆ ข้าเฒ่าอายุมากแล้ว ความทรงจำก็เลอะเลือนไปไม่น้อย ขอท่านทั้งสองโปรดอภัยด้วย”
จนปัญญา จางเอินอี้ทำได้เพียงยอมรับว่าตนตาฝ้าฟาง
หลี่จี้ผิงยิ้มกล่าว “ล้วนเป็นพี่น้องร่วมยุทธภพ พบพานกันแล้วไยต้องถามไถ่ว่าเคยรู้จักกันหรือไม่ มิสู้ดื่มสุรา พูดคุยเรื่องชีวิตกันให้เต็มที่ มา ดื่มสุรา!”
ปากเขาพูดอย่างผ่อนคลาย ทว่าในใจกลับผิดหวังยิ่งนัก หลินเฟิงเป็นดั่งฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิต ทำให้เขาร้อนรนอยากคว้าเอาไว้ในมือ
ดูจากสถานการณ์แล้ว คงเป็นเพราะตนดื่มสุรามากเกินไป ในสถานที่เช่นนี้ กับคนเช่นนี้ จะเป็นหลินเฟิง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งต้าจงได้อย่างไร
ขณะที่ทั้งสี่คนยกจอกชวนกันดื่ม หลี่จ้งมาจากนอกประตู
“รายงานท่านทูถ่งทัพ ท่านอู๋เซิ่ง ผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายมาถึงแล้ว”
“เร็ว เชิญเขาเข้ามาดื่มสุรา”
หลี่จี้ผิงเอ่ยชวน
อู๋เซิ่งขยี้ตางัวเงีย ก่อนก้าวเร็ว ๆ เข้ามาในห้อง พอเห็นภาพเบื้องหน้า ก็ชะงักงันไปชั่วขณะ
“ท่านทูถ่งทัพ นี่ท่าน...”
“อ้อ มีพี่น้องที่ดีมาสองคน ท่านอู๋ รีบเข้ามาทักทายเถิด”
ในใจอู๋เซิ่งไม่เต็มใจอย่างยิ่ง บัดซบเอ๊ย ข้ากำลังหลับสบาย เมื่อคืนศึกษากลยุทธ์ศึกจนดึก กว่าจะได้นอนสักงีบไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านกลับชวนสหายดื่มสุราจนถึงรุ่งสาง ยังนับเป็นคนอยู่หรือไม่
สถานการณ์ศึกทั่วหยินโจวตึงเครียดถึงเพียงนี้ ท่านกลับวางมือไม่สนใจ ยังไม่วายมารบกวนข้าอีก
