ทหารผู้นั้นชะงักงัน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะประสานมือค้อมกายตอบ
“ท่านคือใต้เท้าทูถ่งแห่งเจียนจวินซือหยินโจวขอรับ”
หลี่จี้ผิงยิ้มบาง ๆ ก่อนเอ่ยกับหลินเฟิง
“น้องชาย เรื่องนี้คงมิได้วางแผนกันไว้ล่วงหน้ากระมัง?”
หลินเฟิงยิ้มเจื่อน ๆ เช่นกัน “ใต้เท้าทูถ่ง พวกข้ามิได้สงสัยในตัวท่าน เพียงแต่...”
ชั่วขณะนั้นเขานึกไม่ออกว่าควรพิสูจน์ตัวตนอย่างไร
หลี่จี้ผิงยกจอกสุราขึ้น “พูดมากไปก็ไร้ประโยชน์ หากเป็นพี่น้องกันก็ดื่มจอกนี้ให้หมด แล้วค่อยว่ากัน”
หลินเฟิงกับน่าเริ่นสบตากัน ก่อนจะยกจอกขึ้นพร้อมกัน จำต้องแหงนหน้าดื่มจนหมด
“ดี! พวกเจ้าทั้งสองเป็นวีรบุรุษตัวจริง หลี่ผู้นี้นับถือพวกเจ้าเป็นพี่น้องแล้ว ขอถามได้หรือไม่ว่า ในเวลาอันสั้นจะตามหาหลินเฟิง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งต้าจง ได้อย่างไร?”
หลินเฟิงกับน่าเริ่นค่อย ๆ นั่งลง คนหนึ่งเลียริมฝีปาก อีกคนลูบปลายคาง สายตากวาดมองไปรอบห้อง ทั้งคู่เงียบงันอยู่เนิ่นนาน
“เอ่อ...ใต้เท้าทูถ่ง ท่านมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อหลี่ซินเหยียนใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว”
หลินเฟิงพลันนึกแผนออก
“เช่นนั้นท่านเรียกหลี่ซินเหยียนมาสิ นางรู้จักข้า”
เมื่อหลายปีก่อน หลี่ซินเหยียนกับจางรุ่ย สหายสนิทของนางซึ่งยังเป็นเด็กสาวทั้งคู่ แอบเดินทางไปต้าจงเพื่อพบหลินเฟิง ต่อมาหลินเฟิงส่งคนไปส่งพวกนางกลับ
ทั้งสองเคยพบหน้ากัน ทั้งยังพูดคุยกันอยู่หลายคำ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ก็น่าจะยังพอจำกันได้
หลี่จี้ผิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “นางอยู่ที่ลั่วเฉิงแห่งต้าจง ย่อมกลับมาไม่ทัน”
“อ้อ เช่นนั้นเมื่อหลายปีก่อน ที่หยินโจวของพวกท่านมีขุนนางชื่อจาง...อะไรสักอย่าง พาคณะทูตไปยังป้อมหลิ่งโตวจื่อ พวกเราก็เคยพบกันครั้งหนึ่ง”
