เถาจินวั่งเองก็จนปัญญา ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน
“เช่นนั้นพวกเราล้อมอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร? หรือรอให้คนเถื่อนขวัญหนีดีฝ่อ แล้วออกจากค่ายมายอมจำนนเอง?”
“ไสหัวไป เจ้าคิดว่าตนมีความสามารถเช่นนั้นหรือ”
เถาจินวั่งเกาศีรษะ “ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้นก็จริง แต่ท่านแม่ทัพหลินมีนี่”
“หากพี่ใหญ่สั่งให้ทหารราบบุกค่าย เจ้ากล้าเป็นคนแรกที่ขึ้นไปหรือไม่?”
เถาจินวั่งปรายตามองหลี่ตงไหล กล่าวอย่างดูแคลน
“ต่อให้สั่งให้ข้าบุกค่ายเพียงคนเดียว ข้าก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย”
“เจ้าหนุ่มนี่พอมีสมองอยู่บ้าง รู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ ยังกล้าพูดจาเหลวไหล”
“ฮ่า ๆ ๆ...”
ทั้งสองกำลังสนทนากัน ก็ได้ยินเสียงพลส่งสารตะโกนมา
“ท่านแม่ทัพมีคำสั่ง ให้ทุกหน่วยถอยหลังสามสิบก้าว!”
เมื่อได้ยินคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาของแต่ละกองต่างเร่งตะโกนสั่งให้ทหารถอยอย่างเป็นระเบียบ
ยามนี้ เหล่าแม่ทัพล้วนมีเครื่องหมายคำถามเต็มศีรษะ ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าหลินเฟิงกำลังคิดทำสิ่งใด
ทุกคนได้แต่รอคอยคำสั่งถัดไปอย่างงุนงง
ในใจหลินเฟิงเองก็เริ่มตึงเครียดอยู่บ้าง ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาใช้เครื่องยิงโจมตีเช่นนี้
ไม่รู้ว่าจะได้ผลเช่นไร
เขาสูดหายใจลึก ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด แล้วหันไปมองเครื่องยิงก้อนหินข้างกายอีกครั้ง
บนเครื่องวางไหสีดำใบหนึ่งไว้แล้ว ชนวนถูกดึงออกมาเรียบร้อย
ทหารนายหนึ่งถือแท่งจุดไฟยืนรอคำสั่งอยู่ด้านข้าง
ช่วงเวลาแห่งการประจักษ์ปาฏิหาริย์มาถึงแล้ว หลินเฟิงรำพึงในใจ
“ตรวจสอบทุกขั้นตอนอีกครั้ง”
หลินเฟิงกล่าวกับซีเหนียง
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ”
ซีเหนียงหันหลัง พาทหารคุ้มกันสองนายไปตรวจสอบเครื่องยิงก้อนหินแต่ละเครื่องอย่างละเอียด
