ว่านเหยียนชิงเทียนเองก็ไม่คิดจะอยู่นิ่ง ๆ จนไร้การต่อต้านอย่างเป็นขบวน
เมื่อเห็นแม้แต่ผู้ดูแลใหญ่ยังหนีไปแล้ว เขาจึงเลือกทิศทางที่คิดว่าปลอดภัย พาองครักษ์ควบม้าหนีสุดชีวิต
ค่ายใหญ่ทั้งค่ายตกอยู่ในความโกลาหล เมื่อคนเถื่อนทั้งหมดไร้ผู้นำทัพ ต่างก็ละทิ้งการต่อต้านและหนีเอาชีวิตรอดไปคนละทิศละทาง
หลินเฟิงมองเห็นแสงแห่งชัยชนะครั้งใหญ่ผ่านกล้องส่องทางไกล
“ซีเหนียง ทำได้ดีมาก”
แก้มซีเหนียงที่ซีดขาวพลันมีสีแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง
“ล้วนเป็นความสามารถของแม่ทัพ ข้าเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น”
หลินเฟิงไม่โต้เถียงกับนาง เพียงออกคำสั่งว่า
“เจ้านำค่ายเครื่องยิงก้อนหินกลับเข้าเมือง ไปรอคำสั่งทันที”
ซีเหนียงไม่ถามเหตุผล ยืนตัวตรงรับคำแล้วหันไปจัดขบวนทหาร
หลินเฟิงโบกมือ “ไป ตามข้าไปฟันคนเถื่อน!”
องครักษ์ทั้งหมดขานรับเสียงดัง แล้วควบม้าตามหลินเฟิงบุกเข้าไปในค่ายคนเถื่อน
ทั่วทั้งค่ายคนเถื่อนระเกะระกะไปหมด ซากศพคนเถื่อนนอนเกลื่อนกลาด แขนขาขาดและศีรษะหลุดมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
พื้นดินในค่ายชั้นหน้าถูกระเบิดจนเกิดหลุมดินหลายสิบหลุม
หลินเฟิงนำองครักษ์ห้าร้อยนายทะลวงผ่านค่ายชั้นหน้าเข้าสู่ใจกลางค่าย
กระโจมทหารนับไม่ถ้วนถูกฉีกขาด ที่นี่ไม่เหลือเงาผู้คนอีกแล้ว
หลินเฟิงมาหยุดหน้ากระโจมทหารหลังใหญ่ หลังนี้แข็งแรงยิ่ง แม้ผ่านการต่อสู้อันดุเดือดก็ยังตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางค่ายทหาร
ที่นี่คงเป็นกระโจมบัญชาการกลางของค่ายคนเถื่อน
องครักษ์ห้าร้อยนายไม่หยุดพัก อ้อมกระโจมบัญชาการกลางแล้วบุกต่อไปข้างหน้า
ประตูหลังของค่ายคนเถื่อนพังทลายลง ทั้งแนวค่ายรั้วไม้ข้างประตูก็ถูกชนจนล้มระเนระนาด
