ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เอาเช่นนี้ พวกเจ้ากลับวังไปก่อน เรื่องทั้งหมดรอข้าจัดการแล้วค่อยว่ากัน ดีหรือไม่?”
“เสด็จอา เรื่องนี้ต้องดำเนินการโดยเร็ว วิกฤตในนครหลวงยิ่งทวีความรุนแรง เกรงว่าจะยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว”
จ้าวฉุนเห็นอ๋องรุ่ยตอบตกลงก็ยินดี จึงเอ่ยเตือนขึ้นตามประสา
“ดี พวกเจ้าวางใจเถิด ข้าจะจัดการให้เร็วที่สุด”
อ๋องรุ่ยกว่าจะส่งทั้งสองออกจากจวนได้ก็ไม่ง่ายนัก เขายืนอยู่บนบันได มองรถม้าขององค์รัชทายาทเคลื่อนจากไป
จวีเฉาเยว่ซึ่งยืนอยู่ข้างประตูจวนมองรถม้าแล่นห่างออกไป ก่อนรีบก้าวมาข้างหน้า ค้อมกายคารวะ
“ท่านอ๋อง กระหม่อมจวีเฉาเยว่ คารวะท่านอ๋อง”
อ๋องรุ่ยหันกลับมา มองทั้งสองแวบหนึ่ง ก่อนหน้านี้คนในจวนรายงานให้เขาทราบแล้ว จึงรู้ฐานะของทั้งคู่ดี
“อืม ตามข้าเข้าจวนไปคุยกัน”
จวีเฉาเยว่กับอี้หมิ่นรีบตามอ๋องรุ่ยผ่านประตูจวนอ๋องเข้าไป แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือ
“พวกเจ้าสองคนมาพบข้ายามดึก มีเรื่องสำคัญอันใดหรือ?”
ทั้งสองค้อมกาย “ท่านอ๋อง เรื่องนี้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว”
อ๋องรุ่ยย่อมรู้ว่าพวกเขากังวลเรื่องใด เพียงแต่ทั้งสองข้ามขั้นมาพบเขา จึงไม่รู้ว่ามีเรื่องใดต้องการกล่าว
“พูดความคิดของพวกเจ้าออกมา”
จวีเฉาเยว่พยักหน้า “ท่านอ๋อง ไท่ซือว่านไม่ยอมรับหลินเฟิงเป็นถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง ขุนนางใหญ่ในราชสำนักยิ่งกีดกันกองทัพเจิ้นซีจากถิ่นทุรกันดาร เรื่องนี้ทำให้กองทัพเจิ้นซีเกิดความระแวง ไม่เต็มใจทุ่มกำลังปราบกบฏและคุ้มครองราชสำนัก บัดนี้กองทัพกบฏล้อมเมือง นครหลวงกำลังตกอยู่ในวิกฤตหนักขึ้นทุกวัน ท่านอ๋อง เรารอต่อไปไม่ได้แล้ว”
