หากจ้าวเจิ้นแข็งกร้าวกว่านี้สักนิด สถานการณ์ก็คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนี้
“จ้าวซวิ่น เราแต่งกลอนบทหนึ่ง เจ้ามาดูสิ”
อ๋องรุ่ยอดด่าในใจไม่ได้ “บัดซบเอ๊ย ถึงเวลาเช่นนี้แล้วยังมีแก่ใจแต่งกลอนอีก”
แม้จะด่าอยู่ในใจ แต่อีกฝ่ายเป็นถึงฮ่องเต้ เขาจึงทำได้เพียงหันไปยังโต๊ะหนังสือ แล้วยืดคอมอง
ไท่ซือว่านได้รับคำเชิญจากอ๋องรุ่ย ทว่าเขาไม่คิดจะไปเลยแม้แต่น้อย
ไปก็ไร้ประโยชน์ มิสู้ไม่ไป จะได้ไม่ต้องขุ่นเคืองใจ
ว่านเฉวียนเองก็รู้ดีว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ผลลัพธ์คงไม่ดีแน่
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ สายตาที่เหล่าทหารองครักษ์หลวงมองเขาล้วนเปลี่ยนไป
เขามีท่าทีไม่ต่างจากฮ่องเต้ แม้คนหนึ่งจะอ่อนแอ ส่วนอีกคนแข็งกร้าว
จะให้ไท่ซือ ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง ทั้งยังเป็นอาจารย์ขององค์รัชทายาทและพ่อตาของฮ่องเต้ ก้มหัวไปคล้อยตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้อย่างไร?
ว่านเฉวียนเองก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับถูกยกค้างไว้กลางอากาศ ลงก็ไม่ได้
แม้หนทางเบื้องหน้าจะเป็นทางตัน แต่ต่อให้ต้องตาย ก็ไม่อาจเสียหน้าได้
พระสนมเอกว่านผู้เป็นบุตรีเคยเอ่ยเตือนเขาอย่างอ้อมค้อมเช่นกัน
บุตรีคนนี้รู้ความ ทั้งยังฉลาดงดงาม ว่านเฉวียนเห็นนางสำคัญยิ่งในใจ
แต่ก็เพียงเห็นนางสำคัญ แล้วจะทำอะไรได้อีก?
หน้าตาสำคัญยิ่งกว่าฟ้า
อี้หมิ่น ผู้แทนกองพันที่ 11 แห่งทหารองครักษ์หลวงและใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพม้าจวีเฉาเยว่ ซึ่งเดินทางไปขอเข้าสวามิภักดิ์ต่อหลินเฟิง ได้กลับถึงนครหลวงแล้ว
เมื่อเขาบอกว่าหลินเฟิงกำลังปลูกต้นไม้อยู่นอกเมือง และไม่สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย จวีเฉาเยว่ก็ได้แต่อ้าปากค้าง
