หลินเฟิงรออยู่หน้าประตูใหญ่ มองพวกบุรุษขนย้ายสินค้า ดูท่าคงมีขบวนสินค้ากำลังจะออกเดินทาง
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ชายชราก็เดินออกมาจากหน้าประตูห้องรับรองแห่งหนึ่งในเรือน เขาโบกมือเรียกหลินเฟิงจากที่ไกล ๆ ส่งสัญญาณให้เข้าไปด้านใน
หลินเฟิงก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก่อนมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องรับรอง
ชายชรากำชับเสียงเบา “คุณชายท่านนี้ นายท่านของข้ามีฐานะไม่ธรรมดา ทั้งยังพบเห็นโลกกว้างมาแล้ว ท่านจงระมัดระวังคำพูดและการกระทำด้วย”
หลินเฟิงถามด้วยความสงสัย “หมายความว่าข้าควรแสดงความเคารพให้มากกว่านี้ใช่หรือไม่?”
“ฮ่า ๆ เป็นเช่นนั้น”
“ท่านผู้เฒ่าวางใจเถิด ตั้งแต่เล็กใคร ๆ ก็ชมว่าข้าเป็นเด็กมีมารยาท”
“ฮ่า ๆ คุณชายช่างมีอารมณ์ขัน เชิญตามข้าเข้าไปเถิด”
หลินเฟิงเดินตามพ่อบ้านชราเข้าไปในห้องรับรอง
เบื้องหน้าคือภาพประดับผนัง ใต้ผนังมีเก้าอี้ไม้จื่อถานยาวสองจั้งวางอยู่ ส่วนกลางห้องมีโต๊ะทรงยาว
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาไว้หนวดเครายาวสามสาย ใบหน้าสง่างาม ท่วงท่าเปี่ยมบารมี
ชายผู้นั้นกำลังถือถ้วยชา จิบชาอย่างแผ่วเบา
เพียงเหลือบมอง หลินเฟิงก็รู้ว่าตนได้พบคนคุ้นเคยเข้าแล้ว
โลกใบนี้จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่นัก คิดไม่ถึงว่าในถิ่นทุรกันดารเช่นนี้ยังจะได้พบคนรู้จัก ทำให้หลินเฟิงอดทอดถอนใจไม่ได้
ชายวัยกลางคนผู้นี้คือเจียงอวิ้น จงซูเส่อเหรินขั้นสี่แห่งราชวงศ์ต้าจง และเป็นอดีตพ่อตาของหลินเฟิง
กล่าวให้ถูกคือ ตอนหลินเฟิงอายุสิบหกหรือสิบเจ็ดปี หลินทงผู้เป็นอาได้วานคนมาทาบทามเรื่องแต่งงานให้ ต่อมาหลินเฟิงเป็นฝ่ายถอนหมั้น
ครั้งนั้นมิได้เกิดเรื่องบาดหมาง เพราะตระกูลเจียงเป็นตระกูลขุนนาง ส่วนบิดาของหลินเฟิงเป็นเพียงทหารชั้นผู้น้อย แม้หลินทงผู้เป็นอาจะมีทั้งเงินทองและอำนาจ แต่ฐานะของทั้งสองครอบครัวก็ไม่เหมาะสมกัน
