เกาเจิ้งชิงกับมู่เฉียนหยางไม่ฟังคำพูดของเขา ต่างเร่งเพิ่มกำลังโจมตี เตรียมจับคนหนึ่งให้ได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน
หากให้ทั้งสามคนนั่งลงหารือกัน ย่อมไม่มีทางได้ข้อสรุป
เมื่อใดจับจี๋เฟิงสิงได้ พอเผชิญหน้ากับความเป็นความตายแล้วเขายังยืนกรานว่าไม่มี เช่นนั้นก็แปลว่าไม่มีจริง
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้บอกว่าไม่ได้อยู่กับเจ้า ก็ไม่มีผู้ใดเชื่อ
สองคนรุมหนึ่ง อีกทั้งฝีมือและความสามารถของทั้งคู่ยังเหนือกว่าจี๋เฟิงสิงอยู่เล็กน้อย ดังนั้นผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ จี๋เฟิงสิงก็อาศัยจังหวะพุ่งทะยานหนีไปอย่างรวดเร็ว
หากเขาคิดหนีจริง ๆ ก็ไม่มีผู้ใดขวางได้
เพราะความเร็วของเขาสูงเกินไป มิใช่สิ่งที่ประมุขทั้งสองถนัด
แม้จี๋เฟิงสิงจะหนีเร็ว เกาเจิ้งชิงกับมู่เฉียนหยางก็ไม่คิดปล่อยเขาไป ทั้งคู่ไล่ตามไม่ลดละ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพูดถึงเรื่องนี้มากเกินไป หรือเป็นเพราะในจิตใต้สำนึกได้เกิดคำชี้นำขึ้นแล้ว
เกาเจิ้งชิงกับมู่เฉียนหยางต่างเชื่อว่า ขอเพียงได้กระบี่หักมา พวกเขาย่อมก้าวหน้าไปอีกขั้น ทะลวงพันธนาการและเหยียบย่างสู่ระดับใหม่ได้
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตและการเลื่อนขั้น ไหนเลยจะยอมละทิ้งโดยง่าย
หลินเฟิงกับศิษย์สำนักเจี้ยนสิงอีกหลายคนยืนอยู่บนยอดเขา มองประมุขทั้งสามต่อสู้พัวพันไล่ล่ากันจนลับหายไปในทะเลป่าอันกว้างใหญ่ด้วยสีหน้าเหม่อลอย
หลินเฟิงส่ายหน้าแล้วหัวเราะขื่น เรื่องบ้าบอนี่ที่สามารถปั่นหัวประมุขทั้งสามสำนักให้สู้กันเอาเป็นเอาตายได้ มิใช่คนธรรมดาจะก่อขึ้นมาได้จริง ๆ
เขายื่นมือไปคลำกระบี่หักที่เหน็บไว้ตรงเอวด้านหลัง ทว่ามันยังคงไร้ปฏิกิริยาแม้แต่น้อย
