หลานอวี่มีสีหน้าเหยียดหยาม “เลิกหาข้อแก้ตัวให้ตนเองเสียที ฝ่าบาทมีพระบัญชาให้เจ้าไปเจรจาสงบศึก แต่เจ้ากลับทำให้การเจรจาลงเอยในสภาพเช่นนี้ นี่เป็นเพียงการหาข้อแก้ตัวให้ความผิดพลาดของตน แล้วปัดความรับผิดชอบเท่านั้น”
เหมียวฉางเฟิงกล่าวด้วยความโศกเศร้า “ฝ่าบาท องครักษ์แปดร้อยนายของกระหม่อมล้วนพลีชีพในการรบ ผู้ตรวจการเฟิงหลี่เองก็ถูกธนูยิงกว่าสิบดอกจนสิ้นชีวิต ส่วนกระหม่อมก็เกือบติดอยู่ในฟู่อัน...”
เขาหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง “แม้องครักษ์แปดร้อยนายของกระหม่อมจะสิ้นชีพทั้งหมด แต่ก็ยังสังหารโจรสลัดไปกว่าพันคน มู่ชวนอยู่ในเมืองฟู่อัน เพื่อให้กระหม่อมหนีรอดออกมา จึงเสี่ยงชีวิตจุดไฟเผาคลังดินปืนของโจรสลัด ทำให้พวกมันสูญเสียอย่างหนัก ทั้งยังช่วยระบายความคับแค้นให้ต้าเจิ้งของเรา”
“นี่เป็นเพียงคำกล่าวฝ่ายเดียวของเจ้า จะให้ฝ่าบาททรงเชื่อได้อย่างไร?”
หลานอวี่เอ่ยเสียงเย็นเยียบ
“ฝ่าบาท อีกไม่นานรายงานการรบจะมาถึง เรื่องราวเป็นเช่นนี้จริง กระหม่อมจะกล้ากล่าวเท็จส่งเดชได้อย่างไร”
อันเจิ้งเต้าถอนหายใจ “ฝ่าบาท เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หากมัวถกเถียงกันต่อไปก็ไร้ประโยชน์ สิ่งสำคัญคือหาหนทางต่อต้านโจรสลัดและรักษาลั่วเฉิงไว้พ่ะย่ะค่ะ”
อันเจิ้งเต้าในฐานะอาจารย์ขององค์รัชทายาท ย่อมเป็นห่วงความปลอดภัยขององค์รัชทายาทจ้าวเจียนจากใจจริง เขาคิดแต่จะคลี่คลายวงล้อมที่ลั่วเฉิง
จ้าวเจิงไม่สนใจคำพูดของอันเจิ้งเต้า เพียงจ้องเหมียวฉางเฟิงที่คุกเข่าหมอบอยู่บนพื้น สีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา
นับแต่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางแย่งชิงบัลลังก์กับจ้าวเจิ้น เหมียวฉางเฟิงก็คอยติดตามอยู่ข้างกาย วางแผนช่วยเหลือ ออกแรง ออกกำลังคน และออกเงิน เรียกได้ว่าทุ่มเทสนับสนุนจ้าวเจิงอย่างสุดกำลัง จนเขาก้าวเข้าสู่นครหลวงและได้นั่งบนบัลลังก์มังกรที่ใฝ่ฝันถึงทั้งวันทั้งคืน
