ยามนั้น ทหารนายหนึ่งเร่งฝีเท้าเข้ามา คุกเข่าข้างเดียวแล้วก้มตัวรายงาน
“กราบทูลองค์รัชทายาท โจรสลัดบุกโจมตีเมืองอย่างหนัก เมืองฝั่งตะวันออกขอกำลังสนับสนุนพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจียนข่มความโกรธในใจ ก่อนนิ่งคิดครู่หนึ่ง
“สั่งให้กองกำลังที่รวมพลอยู่ทางตะวันตกของเมืองทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังเมืองฝั่งตะวันออก เพื่อสกัดโจรสลัด”
นายทหารผู้รับคำสั่งเร่งรุดออกไปทันที
ลั่วเฉิงตกอยู่ในศึกดุเดือดอีกครั้ง
เหมียวฉางเฟิงนำทหารม้าศึกกว่าร้อยนายไปสกัดขบวนเสด็จขององค์หญิงได้ในที่สุด ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอกว่างเฟิง
รถม้าหลายสิบคันกับกำลังคนและม้ากว่าหนึ่งพันยังคงเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า
เวลาล่วงเลยมาเกือบสิบวันแล้ว พวกเขาเพิ่งเดินทางไปได้ไม่ถึงแปดร้อยลี้
เมื่อเหมียวหย่งเห็นเหมียวฉางเฟิงอยู่ในสภาพยับเยิน ก็รู้ว่าการเจรจาสงบศึกคงล้มเหลว จึงรีบประคองเหมียวฉางเฟิงเข้าไปในรถม้า
“ท่านอา เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้ขอรับ?”
เหมียวฉางเฟิงรับถ้วยชาที่เหมียวหย่งส่งให้ แล้วกระดกดื่มรวดเดียว
“เฮ้อ โจรสลัดมีใจละโมบเยี่ยงหมาป่า ไม่คิดเจรจาสงบศึกแม้แต่น้อย เพียงต้องการรีดเอาเสบียงและเงินทองจากต้าเจิ้ง น่าแค้นนักที่หลานอวี่เจ้าสารเลวนั่นทำให้ข้าตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง... ข้าจะไม่ยอมเลิกรากับมันเป็นอันขาด”
เขาพร่ำบ่นไม่หยุด
เหมียวหย่งฟังจนตาค้าง ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ควรทำอย่างไร
ผ่านไปครู่ใหญ่ เหมียวฉางเฟิงจึงค่อยสงบลง แล้วโบกมือ
“ให้ขบวนรถม้าหันกลับ มุ่งสู่นครหลวง”
เหมียวหย่งรีบลงจากรถไปถ่ายทอดคำสั่งของอัครมหาเสนาบดี
ขบวนเสด็จองค์หญิงตอนขามาเคลื่อนกันอย่างเชื่องช้า ทว่าขากลับกลับรวดเร็วและราบรื่นกว่าเดิมมาก เพียงวันเดียวก็เดินทางได้กว่าร้อยห้าสิบลี้
เร็วกว่าขามาเกินเท่าตัว
เห็นได้ชัดว่าองค์หญิงไม่เต็มพระทัยจะอภิเษกไกลถึงถิ่นโจรสลัดเพียงใด
