ขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าผลลัพธ์คงเป็นเช่นนี้ ในหมู่เหล่านายทหารของทหารองครักษ์หลวง พลันมีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา
ทุกคนหันไปมอง เห็นว่าเป็นหลี่อี้สง เชียนฟูจ่างกองที่สาม
ผู้นี้มีภูมิหลังครอบครัวแข็งแกร่ง ทั้งยังกล้าเอ่ยปากในกองทัพ
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขามีฝีมือสูงส่งจริง ๆ ในกองพันที่สิบเอ็ดแทบไม่มีผู้ใดเป็นคู่มือ
หลินเฟิงกวาดตามองทุกคน
“ในสนามรบ ผู้มีฝีมือสูงส่งย่อมจำเป็น แต่หาใช่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ การสามัคคีร่วมแรงต่างหากคือวิธีต่อสู้ที่สำคัญที่สุด ต่อให้ฝีมือของเจ้าสูงส่งเพียงใด จะรับมือคนสิบคน ร้อยคน หรือพันคนเพียงลำพังได้หรือ?”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แน่นอนว่าฝีมือเป็นสิ่งขาดไม่ได้ ร่างกายแข็งแรงและการเคลื่อนไหวที่ประสานกันก็ต้องได้มาตรฐานเช่นกัน”
กล่าวจบ เขาก็หันไปทางหลี่อี้สง
“เจ้าอยากประลองสิ่งใด?”
หลี่อี้สงประสานมือคารวะ “ใต้เท้าฝู่ถ่งหลิ่ง ข้า หลี่อี้สง เลื่อมใสวีรบุรุษที่สุด ท่านคือเทพสงคราม เรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดให้กล่าว แต่หากพูดถึงฝีมือ...”
เขากวาดตามองรอบด้าน
“เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดข่มหลี่ผู้นี้ได้”
หลินเฟิงยิ้ม “เฉียวจวี้ซาน ยังไม่ออกไปชี้แนะเขาอีกหรือ?”
เฉียวจวี้ซานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะหึ ๆ ถือพลองเหล็ก ก้าวยาว ๆ ออกมาจากหน่วยองครักษ์
เมื่อมายืนต่อหน้าทุกคน เขาก็ปักพลองเหล็กในมือลงกับพื้น
ราวกับพื้นดินสั่นสะเทือน ทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของมัน
หลี่อี้สงตะลึงอยู่บ้าง เมื่อกะด้วยสายตาแล้ว เจ้าร่างยักษ์ผู้นี้มีน้ำหนักตัวมากกว่าเขาถึงสามเท่า
แม้ในใจจะหวั่นไหว แต่ก็ไม่อาจยอมแพ้ต่อหน้าผู้คน
