นายทหารหลายร้อยนายเบื้องหน้าเริ่มหวาดระแวง ต่างพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันไม่ขาดปาก
พวกเขากำลังกังวลถึงอนาคตของตน การเข้าสังกัดทหารองครักษ์หลวงต้องใช้เงินไม่น้อย
ทุนที่ลงไปยังหาได้คืนไม่ทันไร ก็ต้องมาเผชิญสงคราม เพื่อนร่วมกองทัพที่อยู่ข้างกายล้มตายไปมากมาย
ในที่สุดก็เฝ้ารอจนกองทัพเจิ้นซีมาถึง ใครจะรู้ว่ากลับกลายเป็นภัยต่อเส้นทางอาชีพที่เป็นหลักเป็นแหล่งของตนอีก
ด้วยเหตุนี้ นายทหารจำนวนมากจึงต่อต้านกฎการทดสอบที่หวังเฉียนจัดขึ้นอย่างยิ่ง
ยามจวีเฉาเยว่พาหลินเฟิงมาถึงลานฝึกทหาร ก็เห็นหวังเฉียนนั่งยอง ๆ เหม่อลอยอยู่ริมสนาม
พอเห็นหลินเฟิงมา เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหา สีหน้ากระอักกระอ่วน
หลินเฟิงยิ้มพลางแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน
“ข้าขอแนะนำให้พวกท่านรู้จัก คนผู้นี้คือจวีเฉาเยว่ ถ่งหลิ่งกองพันที่สิบเอ็ดแห่งทหารองครักษ์หลวง ดำรงตำแหน่งแม่ทัพรถศึก ส่วนท่านนี้คือหวังเฉียน แม่ทัพองครักษ์แห่งกองทหารม้าเบาของกองทัพเจิ้นซี”
ทั้งสองประสานมือคำนับกัน ต่างกล่าวยินดีที่ได้พบ
จากนั้นหลินเฟิงก็กวาดตามองเหล่าทหารบนสนาม
“เป็นอย่างไร ผลการทดสอบเป็นเช่นไรบ้าง?”
หวังเฉียนเหลือบมองจวีเฉาเยว่ พูดอึกอักจนไม่ออก
จวีเฉาเยว่ย่อมเข้าใจ เขาจึงยิ้มกล่าวทันทีว่า
“แม่ทัพหวังตำหนิได้ตามสบาย ข้ารับไหว”
หวังเฉียนได้แต่ยิ้มเจื่อน “เกรงว่านายทหารเหล่านี้จะไม่มีผู้ใดผ่านเกณฑ์การทดสอบมาตรฐานเลย”
แม้จวีเฉาเยว่จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยังตกตะลึง
“อะไรนะ? ไม่มีใครผ่านเกณฑ์เลยหรือ?”
ดวงตาของจวีเฉาเยว่เบิกกว้าง เขาจ้องหวังเฉียนตาไม่กะพริบ
