สีหน้าของเสิ่นโซ่วลี่แปลกประหลาดจนบอกไม่ถูก
สวีหลิงฉวีหันหลังให้ ไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าของเขาเลย จึงตอบรับไปตรงๆ ว่า “ได้”
ทั้งสองคนย้ายที่ไปยังมุมเงียบสงบไร้ผู้คนข้างลานฝึก
ถังมู่เวินสูงกว่าสวีหลิงฉวีเกินหนึ่งหัวอยู่แล้ว แต่สายตาที่มองมาที่สวีหลิงฉวีกลับราวกับกำลังแหงนมองคนที่สูงกว่า
“ก่อนหน้านี้เราสองคนเข้าใจผิดกันนิดหน่อย แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่หนักหนาเท่าไหร่แล้ว” เสียงของถังมู่เวินแผ่วเบา ราวกับล่องลอยอยู่กลางอากาศ “ตอนนี้ผมไม่ได้ตามตื๊อคุณเพราะอยากได้เพื่อนร่วมทีมที่แข็งแกร่งกว่าแล้ว ดังนั้นถ้าหลังจากนี้มีสถานการณ์ที่ต้องจัดทีม……”
สวีหลิงฉวีพอเข้าใจว่าถังมู่เวินกำลังกังวลเรื่องอะไร จึงพูดตรงๆ ไปเลยว่า “ไม่ต้องห่วง ถ้าเป็นกรณีที่จัดทีมกันเองแล้วมันฝืนเกินไป ฉันจะไม่เลือกคุณหรอก”
ตอนแรกเธอไม่ชอบท่าทีหยั่งเชิงแบบนี้ของถังมู่เวินเลยจริงๆ
สวีหลิงฉวีเคยคิดว่าถังมู่เวินแสดงความอ่อนแอเพื่อหวังจะได้อะไรบางอย่าง สัญชาตญาณของเธอบอกเช่นนั้น แต่หลังจากอยู่ด้วยกันมาสองสามวัน เธอก็รู้ว่าถังมู่เวินอาจจะมีนิสัยติดตัวมาแบบนี้อยู่แล้ว
เขาเป็นผู้ชายสายนักวิเคราะห์ นอกจากตัวสูงกับพละกำลังพอใช้ได้แล้ว ในช่วงทดลองฝึกก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรจริงๆ จะอยากเกาะคนเก่งไว้ก็เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้
สวีหลิงฉวีเริ่มยอมรับได้ที่คนคนนี้วนเวียนอยู่ใกล้ตัว ส่วนจะเกาะเธอต่อไปหรือไม่นั้น เธอเลือกที่จะเคารพความคิดของถังมู่เวินเอง
ถังมู่เวินดูเหมือนจะไม่แปลกใจกับคำตอบของสวีหลิงฉวีเลย เขายิ้มบางๆ “ประโยคนี้ เป็นสไตล์การพูดของคุณจริงๆ”
