เซี่ยเฉิงเจ๋อชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนพลิกตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรงในคราเดียว
แววเสียดายวูบหนึ่งปรากฏในดวงตาอู๋จี
“มาเยี่ยมอาการป่วยหรือ?”
เซี่ยเฉิงเจ๋อเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนลาป่วยไว้จริง ๆ
เมื่อนึกย้อนถึงยามป่วยในอดีต เจ้าของร่างเดิมเรียกได้ว่าไม่เคยปฏิเสธผู้ใด ต่อให้ร่างกายเจ็บป่วยก็ยังต้องรับขุนนางทั้งหลาย แล้วฉวยโอกาสรับของเยี่ยมไข้ล้ำค่า...
ของเยี่ยมไข้เหล่านั้นไม่ต่างจากแผ่นอิฐปูทาง ผู้ใดมอบให้มาก ก็เท่ากับส่งสัญญาณว่าต้องการสนับสนุนองค์ชายรองขึ้นครองบัลลังก์
การรวมพรรคพวกแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนก็เริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้ทีละน้อย
เซี่ยเฉิงเจ๋อกำลังจะเอนกายกลับลงไปนอน หางตาก็เหลือบเห็นจานองุ่นของอู๋จียื่นมาอีกครั้ง เขาจึงรีบลุกจากตั่ง สวมรองเท้าแล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักบรรทม
พลางเดินเร็วพลางโบกมือ “ไม่พบ ไม่พบ ไล่พวกเขากลับไปให้หมด บอกว่าข้าป่วยหนัก ไม่เหมาะจะพบผู้ใด! ให้พวกเขาหอบของกลับไปด้วย!”
แผ่นหลังที่เร่งร้อนนั้นดูคล้ายกำลังหนีหัวซุกหัวซุนอยู่หลายส่วน
องครักษ์ทำได้เพียงรับคำ สองมือประสานคำนับก่อนถอยออกไป
อู๋จีเลียคราบน้ำองุ่นที่ติดอยู่บนคมดาบ แล้วหันไปถามอู๋เหินที่อยู่ข้างกาย “เจ้าสังเกตเห็นหรือไม่?”
อู๋เหินพยักหน้าเล็กน้อย
“องค์ชายเสวยลิ้นจี่ลูกบนสุด”
“เมื่อก่อนพระองค์ทรงเกลียดที่สุดเวลามีคนพูดว่าพระองค์รูปงาม คราวก่อนข้าเอ่ยขึ้นมา ยังถูกโบยไปยี่สิบไม้”
อู๋เหินกับอู๋จีเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ครู่ต่อมาอู๋จีก็กลอกตา “ลิ้นจี่ เจ้านึกถึงแต่ลิ้นจี่!”
แต่ที่อู๋เหินพูดก็ถูกต้อง องค์ชายในวันวานมักจงใจผลักหอลิ้นจี่ที่อู๋เหินเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบให้ล้มลง แล้วค่อยเลือกหยิบมากินสักลูก ไม่เหมือนเมื่อครู่ที่ทรงหยิบลิ้นจี่ลูกบนสุดอย่างว่าง่าย
ไม่...หรือว่าเขาไม่ได้...มานานแล้ว...
“เจ้าว่า องค์ชายทรง...” แววคาดหวังเพิ่มขึ้นในสีหน้าอู๋จี
อู๋เหินเงยหน้า น้ำเสียงเย็นชา “คราวหน้าเจ้าใช้กระบี่ของตัวเองปอกองุ่นได้หรือไม่ อย่าเอาดาบของข้าไปใช้”
อู๋จียิ้มร่า “ไม่เอา ข้าไม่อยากล้างกระบี่”
อู๋เหิน: ...
...
