สายลมแรงพัดพาข่าวลือโหมกระหน่ำ ในที่สุดก็พัดไปถึงตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาท
“เขาบริจาคเงินหนึ่งหมื่นตำลึงหรือ? แถมยังขายของพระราชทานจากเสด็จพ่อให้เหล่าพระสนมเพื่อหาเงินมาอีก?”
เซี่ยจิ่นอวี้นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษร พู่กันที่ใช้ตรวจฎีกาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเหลือบมององครักษ์ลับที่มารายงานข่าว
บนโต๊ะทรงพระอักษรมีฎีกาจากห้องทรงพระอักษรกองพะเนิน ใต้ตาของเขาคล้ำจาง ๆ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเมื่อคืนแทบไม่ได้นอน ทั้งยังต้องออกว่าราชการแต่เช้าตรู่ พอเลิกประชุมก็ยังถูกบังคับให้ตรวจฎีกาต่อ
“พ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งองค์ชายรองยังนอนอ่านหนังสืออยู่บนตั่ง ไม่เคยออกจากตำหนักเฉิงฮวนแม้แต่ชั่วครู่” องครักษ์ลับกล่าว
เซี่ยจิ่นอวี้นวดหว่างคิ้ว “องครักษ์สองคนข้างกายเขาเล่า?”
“คนที่ชื่ออู๋เหินไม่ได้ออกจากตำหนักพ่ะย่ะค่ะ ส่วนคนที่ชื่ออู๋จีปกติมาไร้ร่องรอยไปไร้เงา กระหม่อมจึงไม่อาจตัดสินได้ว่าเคยปรากฏตัวหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซี่ยจิ่นอวี้ก็ยกพู่กันขึ้นอีกครั้ง จุ่มปลายพู่กันลงในหมึกแล้วเขียนคำว่า “อ่านแล้ว” ลงบนฎีกาที่กล่าวชื่นชมว่าองค์ชายรองมีจิตใจเมตตา ปลายพู่กันตวัดพลิ้วคมกริบ ชวนให้เห็นกลิ่นอายแห่งผู้ปกครองอยู่หลายส่วน
เขาถามเสียงเรียบ “เจียงอี เจ้าคิดว่าเขากำลังวางแผนสิ่งใดกันแน่”
เพียงชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงขององค์ชายรองกลับพลิกผันในพริบตา ถึงขั้นมีขุนนางกล่าวบิดเบือนความจริงกลางท้องพระโรงว่า ที่ปกติองค์ชายรองไม่ยอมควักเงินสักอีแปะนั้นเป็นเพราะประหยัดมัธยัสถ์ บัดนี้บริจาคเงินช่วยชาวอี้โจวที่ประสบภัย ก็แสดงว่าเขารู้จักใช้เงินให้เกิดประโยชน์…
ช่างน่าขันสิ้นดี
หากเซี่ยเฉิงเจ๋อใช้เงินเฉพาะในยามจำเป็นจริง แล้วเหตุใดหลายปีมานี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจึงไม่เคยเห็นเขายื่นมือช่วยเหลือ?
