เซี่ยเฉิงเจ๋อยกนิ้วชี้ขึ้นโบกไปมา ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ใต้เท้าเสิ่นอย่าได้ล้อเล่น เงินหนึ่งหมื่นตำลึงของข้า มิได้อยู่ในมือข้า”
“ท่านคิดว่าบัดนี้มันอยู่ที่ใดเล่า?” เซี่ยเฉิงเจ๋อทำสีหน้ากลัดกลุ้ม ราวกับกำลังหนักใจอยู่จริง ๆ “อี้โจวก็ไม่มี อำเภอโจวลู่ก็ไม่มี ตำหนักเฉิงฮวนก็ไม่มี... เอ๊ะ หรือว่าจะอยู่ที่...”
เขาไม่ยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โน้มใบหน้าเข้าใกล้เสิ่นเยวียน เสิ่นเยวียนหรี่ตาลงช้า ๆ แต่ก็มิได้ถอยหนี ลมหายใจของทั้งสองพัวพันกันในชั่วขณะหนึ่ง คล้ายกำกวมสนิทสนม ทั้งคล้ายกำลังประมือกัน
กระทั่งเสียงแผ่วเบาอันแฝงเจตนาร้ายของเซี่ยเฉิงเจ๋อดังขึ้น “หรือว่าจะอยู่ที่...กรมพระคลัง?”
แววตาของเสิ่นเยวียนไหววูบ
“เจ้าต้องการทำสิ่งใดกันแน่?” เสิ่นเยวียนจ้องเซี่ยเฉิงเจ๋อเขม็ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขามองความคิดของศัตรูคู่นี้ไม่ออก
“เสิ่นหลางเอ๋ย เสิ่นหลาง ข้ามิใช่องค์ชายรองผู้โหดเหี้ยมอำมหิตผู้นั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องชิงชังข้าถึงเพียงนี้” เซี่ยเฉิงเจ๋อยิ้มบาง ๆ พลางตบไหล่เขา “ราตรีเย็นแล้ว เข้านอนแต่หัวค่ำเถิด”
กล่าวจบ เขาก็โน้มตัวลอดวงแขนของเสิ่นเยวียนออกมาอย่างคล่องแคล่วราวกับปลาไหลตัวน้อย ก่อนเดินไปยังห้องของตน
เซี่ยเฉิงเจ๋อแทบมั่นใจแล้วว่าเสิ่นเยวียนที่อยู่ตรงหน้า มิใช่เสิ่นเยวียนผู้เป็นอัจฉริยะในหนังสืออย่างแน่นอน
พูดให้ถูกก็คือ เสิ่นเยวียนผู้นี้มีโอกาสสูงที่จะเป็นจอมขุนนางเสิ่นเยวียนผู้หวนคืนชาติมาเกิด
มีเพียงจอมขุนนางผู้นั้นเท่านั้นที่จะชิงชัง “เซี่ยเฉิงเจ๋อ” ถึงเพียงนี้ เพิ่งพบหน้าก็เผยจิตสังหารต่อเขา อีกทั้งยังมั่นใจว่าเขาจะไปยังที่เก็บเงินของที่ว่าการอำเภอโจวลู่ เพื่อนำเงินหนึ่งหมื่นตำลึงที่เคยบริจาคออกมา ถึงกับจงใจซ่อนตัวอยู่บนขื่อเพื่อเฝ้าดูทุกสิ่ง
แต่เขามิใช่ “เซี่ยเฉิงเจ๋อ” หากเสิ่นเยวียนคิดสังหารเขาเพื่อระบายแค้น ตัวเขา เซี่ยเฉิงเจ๋อ ก็ไม่มีทางนั่งรอความตายเป็นแน่
……
เสิ่นเยวียนมิได้หลับตลอดทั้งคืน นั่งอยู่หน้าโต๊ะน้ำชา พลางครุ่นคิดทบทวนถ้อยคำเหล่านั้นของเซี่ยเฉิงเจ๋อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
