ที่โต๊ะหลัก เฉินกุ้ยหลานหลับตา นิ้วกดอยู่ตรงขมับ
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงลืมตาขึ้น
“ฉูถัง”
หลินฉูถังกำลังประคองมารดาเตรียมเดินออกไป พอได้ยินเสียงเรียกก็หยุดฝีเท้า
“คุณย่ายังมีอะไรจะสั่งอีกไหมคะ”
เฉินกุ้ยหลานเงียบไปหลายวินาที
“ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ของกลุ่มบริษัทหลินซื่อ”
หลินฉูถังหันกลับมา
เสียงของเฉินกุ้ยหลานแหบแห้ง ราวกับต้องใช้แรงมหาศาลกว่าจะเอ่ยออกมาได้
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอมารับตำแหน่ง”
“คุณย่า!” หลินซื่อฉีกระเด้งลุกจากเก้าอี้ทันที
“นั่งลง!” เฉินกุ้ยหลานตบโต๊ะเสียงดัง
หลินซื่อฉีตัวสั่น ปากขยับเหมือนจะพูด แต่ไม่กล้าส่งเสียงอีก
เฉินกุ้ยหลานมองหลินฉูถัง “สัญญาอยู่ในมือเธอ เฮ่าฟานยอมรับแค่เธอ นี่คือข้อเท็จจริง ฉันไม่คิดจะฝืนข้อเท็จจริง”
หลินฉูถังเงียบไปหลายวินาที
“ค่ะ”
เธอไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้กล่าวขอบคุณ
เพียงพยักหน้าเท่านั้น
“แต่ฉันมีเงื่อนไขหนึ่งข้อ เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรของกลุ่มบริษัท ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากฉัน ใครก็ห้ามเข้ามายุ่ง”
คิ้วของเฉินกุ้ยหลานกระตุก
“...ได้”
หลินฉูถังพยักหน้า ประคองจางอวี้เฟินเดินไปทางประตู
หลินซื่อฉีจ้องแผ่นหลังของเธอเขม็ง กัดริมฝีปากจนซีดขาว
……
ด้านนอกโรงแรม ฉินฮ่าวขึ้นรถของเสิ่นโย่วฉู่
รถแล่นออกมาได้สองช่วงถนน อวี้หลิงเซียวที่นั่งอยู่เบาะหน้าก็หันกลับมามองเขา
“ฉินฮ่าว เรื่องแก๊งหมาป่าขาวไม่จบแค่นี้แน่ วันนี้ลี่เจ๋อชวนยอมก้มหัวก็เพราะฉันอยู่ด้วย แต่ฉันคงตามนายไปทุกวันไม่ได้”
เสิ่นโย่วฉู่จับพวงมาลัย พลางแทรกขึ้นว่า “คุณคิดจะจัดการเรื่องนี้ยังไง”
