ไม่นานเขาก็รู้สาเหตุ
เมื่อเดินผ่านระเบียงมา หน้าต่างเตี้ยฝั่งนี้ก็เผยให้เห็นเงาร่างอรชรอย่างชัดเจน
วันนี้เธอสวมกระโปรงยาวผ้าลินิน คาดเข็มขัดสไตล์ชาติพันธุ์ที่รัดเอวคอดกิ่ว ปลายเข็มขัดห้อยลงมาแกว่งกระทบชายกระโปรง
ดวงตากลมโตขาวดำตัดกันชัดเจนราวสายน้ำมีประกายชื้นพร่า แววตาชวนให้คนเอ็นดู ผมยาวดำขลับดุจสาหร่ายแผ่สยายอยู่เบื้องหลัง กลับมีเค้าความงามแบบโบราณ ราวกับหากเผลอเพียงนิดก็จะแตกสลายกลายเป็นหมอกบางเบา แม้มุมนี้จะมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัด แต่ก็ชวนให้จินตนาการถึงใบหน้างามของหญิงสาวที่ดูอ่อนล้าโรยแรง
แสงระยิบระยับลอดผ่านกิ่งไม้ด้านนอกหน้าต่างลงมา เธอนั่งนิ่งสงบอยู่ตรงนั้น สีสันรอบกายพลันเลือนหายไปหมด เหลือเพียงเธอราวกับภาพวาดย้อนยุคอันงดงามจัดจ้าน
ฟู่เส้าหยูชะงักกึก หัวใจเต้นรัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาพยายามกำมือที่แข็งค้างให้แน่น ทว่ากลับทำไม่ได้
หรือเขาจะสร้างบุญกุศลไว้ให้ตัวเองจริง ๆ?
ไม่มีใครสังเกตเห็นอาการเสียหลักเพียงชั่วครู่ของเขา คนที่ตามหลังมาต่างตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
พอเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนมา เซี่ยซวี่ซึ่งอาการกลัวเข้าสังคมกำเริบก็หดตัวกลับเข้าไป
เดี๋ยวนะ คนตั้งเยอะแยะนี่โผล่มาจากไหนกัน?
ฟู่เส้าหยูหัวเราะแผ่วเบา ก่อนเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่รีบร้อน
เงาร่างสูงใหญ่ทอดลงมาจากประตู ผู้อำนวยการกับสวี่เจินเห็นคนมาแล้ว ผู้อำนวยการจึงเอ่ยทักทาย ส่วนสวี่เจินกลัวพวกเขาจะเห็นเซี่ยซวี่ จึงลุกขึ้นดึงเธอเข้ามาใกล้
“ผู้อำนวยการ ในเมื่อคุณมีแขกแล้ว พวกเราขอตัวก่อนนะคะ คราวหน้าจะกลับมาเยี่ยมใหม่”
ฟู่เส้าหยูมองสวี่เจินตรงหน้า แล้วมองเซี่ยซวี่ ในที่สุดก็เข้าใจเรื่องทั้งหมด
เซี่ยซวี่ถูกสวี่เจินจูงมือเดินผ่านข้างกายฟู่เส้าหยู สายตาของเขากวาดผ่านข้อมือขาวเนียนนุ่มนวลคู่นั้น
ฟู่เส้าหยูใช้นิ้วคลึงกันเบา ๆ
เขาทอดสายตามองตามอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาร่างแล้วจึงค่อย ๆ ถอนสายตากลับมา ท่ามกลางเสียงอาลัยอาวรณ์ของทุกคน สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย มีเพียงแววตาที่ลุ่มลึก
