บทที่ 4 ความเป็นอยู่อันยากแค้นของตระกูลเซียว
ซูเหอเดินตามคนตระกูลเซียวเข้าไปในเรือนโถง
ห้องไม่กว้างนัก มีโต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางห้อง พร้อมม้านั่งเตี้ยสี่ตัว พื้นโต๊ะถลอกจนเห็นรอยขาว ดูแล้วเก่าเก็บมานานหลายปี
ไม่นาน หวังกุ้ยเซียงก็ยกอาหารเข้ามา
ขนมปังแป้งหยาบถาดหนึ่ง ซุปใสอีกถาด ในน้ำใส่นั่นไร้แม้แต่มันหมู
“ท่านแม่ วันนี้มีขนมปังด้วย!”
เซียวเยวี่ยทำหน้าดีใจ ถึงขั้นกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
หวังกุ้ยเซียงตวัดตามอง “พูดน้อยๆ พี่ชายเจ้าเพิ่งกลับจากศึกต้องกินให้มาก”
พูดจบ นางก็เลื่อนขนมปังสองแผ่นไปตรงหน้าของเซียวเจิง
ส่วนขนมปังอีกแผ่นแบ่งเป็นสองซีก ยื่นให้เซียววิ่งกับเซียวเยวี่ย
สุดท้าย หวังกุ้ยเซียงจึงมองไปที่ซูเหอ นางขมวดคิ้วพลางพิจารณา
“เจ้า…กินของหยาบๆ ได้หรือไม่?”
ชายแดนนี่เทียบกับเมืองหลวงไม่ได้ ขนมปังแป้งหยาบก็นับว่าดีมากแล้ว แต่สำหรับคนที่มาจากเมืองหลวงอันรุ่งเรืองย่อมมองไม่เห็นค่า ทั้งยังรังเกียจยิ่งนัก
บางคนถึงขั้นกินไม่เคยชิน ล้มป่วยไปในไม่กี่วัน
“กินได้”
ซูเหอรีบพยักหน้าทันที จะพูดเล่นได้อย่างไร?
ในยุคสิ้นสูญ นางกินแม้อาหารขึ้นราได้เป็นปกติ ขนมปังแป้งหยาบนี่ถึงจะเป็นอาหารหยาบ แต่มันก็ดีกว่ามากนัก
เพียงกวาดตามองปริมาณอาหารบนโต๊ะ นางก็อดมองเซียวเจิงไม่ได้
ด้วยรูปร่างของเขา จะอิ่มท้องหรือ?
ฟังนางพูดเช่นนี้ หวังกุ้ยเซียงจึงยื่นขนมปังในมือให้นาง
“กินเถอะ”
ซูเหอรับขนมปังมาเอ่ยขอบคุณ ขณะที่เซียวเจิงหยิบขนมปังแผ่นแรกขึ้นมาแล้ว
อึกแล้วอึกเล่า ขนมปังแผ่นหนึ่งก็สูญหาย!
“…” ซูเหอยังไม่ทันตั้งตัว ถึงกับมองเซียวเจิงขมักเขม้นกินขนมปังอย่างเอาเป็นเอาตาย
แผ่นที่สอง
แผ่นที่สาม
เซียวเจิงกินเร็วนัก แต่ไม่หยาบกระด้าง ทว่าท่วงท่าฉับไวเหลือเกิน ราวกับเคยชินกับวิธีการกินเช่นนี้มานาน
ไม่นาน ขนมปังบนโต๊ะก็พร่องไปครึ่งหนึ่ง
เซียวเยวี่ยลอบมองแล้วพึมพำเบาๆ
“พี่ชายหิวอีกแล้ว”
หวังกุ้ยเซียงถอนหายใจ “กลับจากศึกจะมีสักคนไม่หิวได้อย่างไร”
ว่าแล้วนางก็หยิบขนมปังออกมาอีกแผ่นจากตะกร้าไม้ไผ่ส่งให้
ซูเหอนึกคำนวณในใจเงียบๆ
ชั่วเวลาแค่ไม่นาน เซียวเจิงกินขนมปังไปแล้วห้าแผ่น
มองดูรูปร่างสูงใหญ่กำยำของเขา นางก็เข้าใจพลางผงกศีรษะเบาๆ
สรีระเช่นนี้…เปลืองข้าวเปลืองปลาจริง!
คิดถึงตรงนี้ ในใจนางก็เกิดความคิดแจ่มแจ้งอย่างยิ่ง
บุรุษผู้นี้จะหล่อเลี้ยงให้ดี ต้องปลูกธัญพืช!!
ทั้งต้องปลูกมาก ปลูกให้เร็วด้วย
ราวกับรู้ถึงสายตาของนาง เซียวเจิงเงยหน้าขึ้นมอง “เจ้าไม่กินหรือ?”
ได้ยินดังนั้น ซูเหอก็ก้มหน้าลง กัดขนมปังเข้าไปทันที
แป้งหยาบนั้นแข็งร่วน เศษรำหยาบครูดกับลิ้น กินแล้วฝาดๆ
แต่ซูเหอกลับเหมือนไม่รู้สึก สีหน้าไร้ซึ่งความรังเกียจแม้แต่นิด
ในยุคสิ้นสูญ นางเคยกินแม้อาหารขึ้นรา
อาหารเช่นนี้สำหรับนางนับว่าดีกว่าแล้ว
“.......”
หางตาของเซียวเจิงยังคงคอยสังเกตภรรยาใหม่ของตน
เด็กสาวผู้นี้กินอย่างจริงจัง ไม่เห็นซึ่งความฝืนใจแม้แต่น้อย ทั้งไม่มีท่าทีฝืนทน
ประหนึ่งวันเวลาเช่นนี้สำหรับนางแล้วเป็นเรื่องปกติ?
เซียวเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจในใจ
นางมิใช่สาวใช้ชั้นหนึ่งแห่งจวนสือล่างหรอกหรือ?
เมื่อเผชิญกับอาหารหยาบเช่นนี้ กลับกินลงอย่างสงบใจเช่นนี้?!
หรือว่าระหว่างถูกเนรเทศมาก็เคยตัวเสียแล้ว?
เซียวเจิงกดความสงสัยในใจไว้ ไม่ว่าจะอย่างไร การที่นางปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้เร็ว ก็เป็นเรื่องดี
บางทีภรรยาใหม่ของเขาอาจไม่ได้ลำบากอย่างที่คิด
กระทั่ง…น่าพอใจเสียด้วยซ้ำ
ซูเหอเคี้ยวช้าๆ ไม่นานก็หยิบขนมปังแผ่นที่สอง
เซียวเยวี่ยเดิมตั้งใจซดน้ำซุปอยู่ จู่ๆ สายตาก็หยุดนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย
นางแอบสะกิดเซียววิ่ง “พี่ชายรอง ท่านดูสิ”
เซียววิ่งเงยหน้ามอง ก็ตะลึงไปเช่นกัน
หลังจากซูเหอกินขนมปังแผ่นที่สี่หมด จึงได้ซดน้ำซุปไปอึกหนึ่ง
เห็นเพียงสีหน้านางสงบนิ่ง ราวกับไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดแปลก
ยามนี้ เรือนโถงเงียบสงัด
“พี่สะใภ้…. ท่านกินเก่งไม่แพ้กันเลยนะ” เซียวเยวี่ยอดอุทานออกมาไม่ได้
ซูเหอชะงักไป รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย
“วันนี้ค่อนข้างหิว”
คำนี้เป็นความจริง ระหว่างถูกควบคุมตัวมาช่วงนี้ ร่างกายนี้มิเคยอิ่มท้องเลย
ยิ่งกว่านั้น ในฐานะผู้มีอิทธิฤทธิ์จากยุคสิ้นสูญ โดยปกติแล้วนางก็กินจุมากกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง
เพียงชั่วเวลาไม่นาน ก็ควบคุมไม่ได้ กินมากเกินไป
ดูจากท่าทางของเซียววิ่งและเซียวเยวี่ยที่คล้ายยังอิ่มไม่พอ ในใจนางก็รู้สึกละอายอยู่บ้าง
เพิ่งเข้าประตูเรือนมาก็แย่งอาหารของผู้อื่น นับว่าไม่ดีเลย
ทว่า นางก้มลงมองมือตัวเอง
ปลายนิ้วอบอุ่นเล็กน้อย จู่ๆ ใจก็รู้สึกมีกำลังขึ้นมา
ธัญพืช นางปลูกได้!
หวังกุ้ยเซียงมองนางพักใหญ่ จู่ๆ ก็ผงกศีรษะ
“กินเก่งดี! กินเก่งหมายถึงสุขภาพร่างกายไม่ย่ำแย่”
จากนั้น นางก็ชำเลืองมองบุตรชายคนโตของตน
“พวกเจ้าสองคนช่างเหมาะสมกันดี”
คนหนึ่งถังข้าว
อีกคนก็กินเก่งไม่เบา
อาหารมื้อนี้ล้างแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เศษ
ซูเหอรู้สึกว่าท้องอิ่มประมาณหกเจ็ดส่วน แต่มื้ออาหารทั้งหมดนี้ นางแทบไม่ได้ลิ้มรสอะไรเลย
ขนมปังแป้งหยาบไม่ต้องพูดถึง นอกจากหยาบเสียดคอ ก็คงเหลือแค่ความแข็ง
ส่วนโจ๊กในชาม ก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำที่ผสมกลิ่นข้าวนิดหน่อย ใสเสียจนส่องเงาคนได้
ผักป่ามีอยู่บ้าง แต่รสเกลือก็จืดเสียจนแทบไม่รู้สึก
แต่นางก็กินหมด
ห้าปีแห่งชีวิตในยุคสิ้นสูญ หล่อหลอมให้นางไม่เคยทิ้งให้ข้าวน้ำเสียไปสักหยดสักเม็ด
แต่ที่นี่ไม่ใช่ยุคสิ้นสูญแล้ว
โลกนี้มีทรัพยากร เพียงแต่ทรัพยากรมีจำกัดเท่านั้น
ซูเหอก้มหน้ามองชามเปล่าตรงหน้า ในแววตาค่อยๆ เคร่งขรึมลง
ในเมื่อมีทรัพยากร และนางเองก็มีความสามารถ เช่นนั้นก็ควรเลิกทนหิวทนทุกข์เสียที
นางต้องปรับปรุงอาหารการกินในบ้านให้ดีขึ้น ยกระดับความเป็นอยู่โดยเร็ว
ภายใต้เงื่อนไขที่มีความสามารถ แน่นอนว่านางหวังจะได้อิ่มหนำสำราญ ใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ ใช้ชีวิตอยู่ดีกินดี
“อาเจวิ่ง อาเยวี่ย พวกเจ้าสองคนเก็บกวาดชามตะเกียบ”
หวังกุ้ยเซียงลุกขึ้น จัดการสั่งงาน นางตบมือแล้วมองไปที่บุตรชายคนโต
“เจ้าเพิ่งกลับมาจากค่ายทหาร วันนี้อย่าทำงานให้วุ่นวาย พักผ่อนอยู่บ้านให้ดี”
“ไม่เป็นไร ข้า…”
เซียวเจิงเพิ่งอ้าปาก ก็ถูกมารดาตนเองตวัดตามอง
“บาดแผลยังไม่หายดีเลย อยู่เฉยๆ ให้ข้าสบายใจหน่อย!”
หวังกุ้ยเซียงอบรมเสร็จ สายตาก็ตกลงบนร่างของซูเหอ
เมื่อนึกถึงสะใภ้ที่เพิ่งเข้าบ้าน นางก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
คนอุตส่าห์รับตัวมาแล้ว แต่เด็กสาวคนนี้ยังสวมชุดนักโทษเก่าคร่ำคร่าอยู่ แม้แต่เสื้อผ้าผลัดเปลี่ยนก็ไม่มี
“เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน”
นางกำชับกับซูเหอแล้วจึงหมุนตัวเดินเข้าห้องด้านใน
ไม่นาน หวังกุ้ยเซียงก็ค้นหาชุดที่พับไว้เรียบร้อยในหีบ เป็นเสื้อผ้าเก่าสีชมพูอ่อนตัวหนึ่ง
เนื้อผ้าเก่าเก็บไปบ้างแล้ว แต่แทบไม่มีรอยสึกกร่อนเลย เห็นชัดว่าถูกเก็บรักษาอย่างดี
นางถือเสื้อผ้าเดินออกมา แล้วยื่นให้ซูเหอตรงๆ
“นี่! เอาไป!”
“ให้ข้าเหรอ?” ซูเหอตะลึงไป
หวังกุ้ยเซียงทำตาดุ “มิเช่นนั้นเล่า?”
พูดจบแล้วก็บ่นพึมพำอีกประโยค
“เสื้อที่ข้าใส่สมัยสาวๆ เจ้าสวมไปพลางก่อน จะให้คนเขาว่ากันไม่ได้ว่าสะใภ้สกุลเซียวเราเหมือนคนขอทาน”
คำพูดนี้ฟังไม่น่าฟังนัก แต่ใจของซูเหอกลับอบอุ่น
หวังกุ้ยเซียงกระแอมเสียงหนึ่ง น้ำเสียงยังคงแข็งทื่อ
“สะใภ้ใหม่เข้าบ้าน ต้องเอาฤกษ์เอาชัยหน่อย ถือเสียว่าเป็นชุดใหม่ที่ข้าเตรียมให้เจ้าก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะ ข้าชอบมาก”
ซูเหอยิ้มพลางรับเสื้อผ้ามา
เนื้อผ้าถึงจะเก่า แต่สะอาดมาก ยังมีกลิ่นของผลเฉากุ้ยจางๆ ติดมาด้วย
นางเงยหน้ามองหวังกุ้ยเซียง สตรีผู้มีวาจาดุดัน ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยความอาวรณ์
“ขอบคุณท่านน้า”
หวังกุ้ยเซียงขมวดคิ้วทันที “จะขอบคุณอะไรกัน เข้าบ้านนี้มา ก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว อีกสักครู่พออาบน้ำเสร็จก็เปลี่ยนใส่เสีย”
ว่าแล้ว นางก็โบกมือ แล้วเดินออกไป
ซูเหอลูบไล้เนื้อผ้าแผ่วเบา เก็บไว้นานถึงเพียงนี้โดยไม่ยอมยกให้ใคร เสื้อผ้าตัวนี้ มิใช่เก็บไว้ให้เซียวเยวี่ยตอนออกเรือนดอกหรือ?
มาบัดนี้กลับหยิบออกมาให้นางแล้ว…