ก่อนหน้านี้เหยียนโส่วอีพูดเรื่องชาติกำเนิดของเธอได้อย่างแม่นยำง่ายดาย พี่สาวจึงเริ่มเชื่อเขาอยู่บ้าง ยิ่งตอนนี้ชีวิตของเธอกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เธอจึงไม่ลังเลมากนัก หันหลังให้เขาแล้วถอดผ้าผืนสุดท้ายที่ใช้ปกปิดร่างกายออก
เหยียนโส่วอีมองแผ่นหลังเนียนขาวนั้น ใจพลันหวั่นไหวขึ้นมา แต่ไม่นานก็ได้สติกลับคืน
หลายปีที่ผ่านมา เขาเดินทางไปทั่วกับปู่ ทั้งเคยไปหมู่บ้านเล็ก ๆ อันห่างไกลและเมืองใหญ่ที่คึกคัก สาวงามที่เขาเคยพบมีไม่น้อยที่งดงามกว่าพี่สาวตรงหน้า บางคนถึงกับอยากผูกสัมพันธ์กับเหยียนโส่วอีไปชั่วชีวิต
แต่คนเหล่านั้นล้วนถูกปู่ปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะเหยียนโส่วอีมีคู่หมั้นอยู่ก่อนแล้ว หากเป็นเพราะคำพูดที่ปู่บอกเขาไว้ว่า
“โลกนี้มีคนหน้าตาดีมากมาย แต่สุดท้ายรูปลักษณ์ก็ต้องร่วงโรย มีเพียงจิตใจเท่านั้นที่คงอยู่ยืนยาว ไม่แปรเปลี่ยนไปชั่วกาล”
นี่เองคือที่มาของชื่อเหยียนโส่วอี พ่อแม่หวังให้เขายึดมั่นในหนทางของตนจนถึงที่สุด มองให้ชัดว่าหัวใจตัวเองปรารถนาสิ่งใด อย่าปล่อยให้ความคิดถูกโลกียวิสัยชักจูงได้ง่าย ๆ
ตอนนั้นเหยียนโส่วอียังไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของปู่ ถึงกับถามว่าทำไมเขาถึงแต่งงานกับพี่สาวคนสวยเหล่านั้นไม่ได้ สุดท้ายปู่ก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ไอ้เด็กเวร มองให้สูงกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไง ผู้หญิงธรรมดาหน้าตาพื้น ๆ พวกนั้นคู่ควรกับแกตรงไหน”
ต่อมาเมื่อเหยียนโส่วอีนึกย้อนถึงเรื่องนี้ เขาก็รู้สึกว่าคำพูดของปู่ออกจะวางท่าเกินไปหน่อย
ได้สติกลับมา เหยียนโส่วอีก็เพ่งพินิจแผ่นหลังของพี่สาวอย่างละเอียด
ใน “ตำราหลู่ปัน” ที่ปู่ถ่ายทอดให้เหยียนโส่วอี นอกจากวิชาอาคมพื้นบ้านที่หลู่ปันรวบรวมไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ยังมีเนื้อหาที่คนรุ่นหลังเพิ่มเติมเข้าไปอีกมากมาย เนื้อหาในตำราจึงซับซ้อนครอบคลุมหลากหลาย ทั้งยังมีวิชานอกรีตอยู่ไม่น้อย บางอย่างถึงขั้นเป็นศาสตร์มุ่งร้ายใช้ทำร้ายผู้คน
