ในห้องกักขังของสถานีตำรวจ เหยียนโส่วอีถูกขังรวมกับพี่ใหญ่คนอื่น ๆ อีกหลายคน
ตอนแรกทุกคนต่างก้มหน้า ต่อมาบังเอิญเงยหน้าขึ้นมาสบตากัน จึงยิ้มให้กันอย่างกระอักกระอ่วน
ดูจากท่าทางไม่สะทกสะท้านของพวกเขาก็รู้ได้ว่าทุกคนล้วนเป็นมือเก๋า มีเพียงเหยียนโส่วอีที่ยังไม่ได้ใบขับขี่ ก็ถูกหักคะแนนจนหมดสิบสองแต้มเสียแล้ว
พี่ใหญ่หัวโล้นคนหนึ่งซึ่งดูอายุราวสามสิบต้น ๆ ตบไหล่เหยียนโส่วอีเบา ๆ แล้วพูดอย่างมีเลศนัยว่า
“ไอ้หนุ่ม อายุยังน้อย หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ทำไมถึงเลือกเดินบนเส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับล่ะ ทำงานแล้วหรือยัง หรือยังเป็นนักศึกษาอยู่? นักศึกษาห้ามใช้จ่ายเงินล่วงหน้านะ!”
เหยียนโส่วอีถูกถามจนไม่รู้จะตอบอย่างไร ได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ ในตอนนั้นเอง ตำรวจหญิงใช้กุญแจมือเคาะประตูเหล็กห้องกักขัง แล้วพูดกับเหยียนโส่วอีด้วยสายตาดูแคลนว่า
“พวกคุณยังมีหน้ามาหัวเราะอีกหรือ คิดว่าตัวเองน่าภูมิใจมากนักหรือไง?”
ทุกคนรีบหุบปากทันที ดูราวกับเด็กประถมที่ถูกครูประจำชั้นอบรม เพียงแต่เด็กประถมกลุ่มนี้เมื่อรวมอายุกันแล้วก็ปาเข้าไปสองร้อยปี
ตำรวจหญิงชี้ไปที่เหยียนโส่วอี “นาย ตามฉันออกมาทำบันทึกคำให้การ”
เหยียนโส่วอีรีบเดินตามออกไป เขาถูกใส่ร้าย จึงร้อนใจอยากล้างมลทินให้ตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น อาการป่วยของพี่สาวคนนั้นยังร้ายแรงมาก อาจกำเริบขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เขาต้องรีบเตือนเธอให้เร็วที่สุด
คนกลุ่มอย่างเหยียนโส่วอีไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเข้าห้องสอบสวน ต้องไปต่อแถวกรอกแบบฟอร์มที่โต๊ะในทางเดินโดยตรง
ตอนเดินผ่านทางเดิน เหยียนโส่วอีจึงจงใจเหลือบมองข้อมูลบนผนัง เห็นข้อมูลบางส่วนของตำรวจหญิงเข้า — จะทำอย่างไรได้ ตำรวจหญิงมีไม่มากอยู่แล้ว ยิ่งพี่สาวคนนี้หน้าตาดีมาก แค่กวาดตามองก็สะดุดตาท่ามกลางรูปถ่ายมากมาย
ที่แท้ตำรวจหญิงคนนี้ชื่อเซี่ยจือ จือที่หมายถึงดอกพุด เป็นตำรวจฝึกงานคนใหม่ของสถานีแห่งนี้ แต่เธอก็จับคนร้ายมาแล้วไม่น้อย จนได้รับรางวัลตำรวจยอดเยี่ยมประจำเดือนที่แล้ว
เซี่ยจือยื่นแบบฟอร์มให้เหยียนโส่วอีกรอกข้อมูลพื้นฐาน แล้วถามว่า
“เอาละ เล่าเหตุการณ์คืนนี้มา ค่าบริการเท่าไร แล้วทำอะไรกันบ้าง?”
